<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“มาด้วยใจ...ไม่มีใครจ้าง !! ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวปลาอาหารจากพี่น้องต่างจังหวัดส่งมาช่วยชาวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;ldquo;มาด้วยใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ทีมแพทย์ชนบทนั่งรถซาเล้งเข้าไปตรวจคัดกรองโควิดที่ชุมชนย่านอ่อนนุช&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขึ้นชื่อเรื่องแบบนี้แล้ว&amp;nbsp; ท่านผู้อ่านคงจะคิดในใจว่า &amp;ldquo;มันต้องเป็นเรื่องม็อบหรือการชุมนุมทางการเมืองแน่ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; แต่เปล่าหรอกครับ&amp;nbsp; เพราะเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้&amp;nbsp; เป็นเรื่อง &amp;ldquo;การชุมนุมทางน้ำใจ&amp;rdquo; ของพี่น้องเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศที่ส่งข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; รวมถึงการระดมกำลังของทีมแพทย์ชนบทและจิตอาสามาช่วยเหลือชาวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่โดนพิษโควิดเล่นงานจนเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมย่าน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;ข้าวจากนารวม &amp;lsquo;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; แกนนำเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; บอกว่า &amp;nbsp;ชาวชุมชนบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลเมืองชุมแพมี 13 โครงการ&amp;nbsp; สมาชิก 1,052 ครัวเรือน&amp;nbsp; ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดเหมือนกัน&amp;nbsp; เพราะชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; มีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; รับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ขับรถรับจ้าง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อทางเทศบาลประกาศปิดตลาดสด&amp;nbsp; ปิดสถานีเดินรถ บขส.&amp;nbsp; ปิดถนนคนเดิน&amp;nbsp; เพื่อควบคุมโควิด&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่เคยทำมาหากินในย่านนี้ต้องเดือดร้อน&amp;nbsp; เพราะถนนไม่มีคนเดิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ก็ถือว่า&amp;nbsp; คนที่อยู่ต่างจังหวัดยังเดือดร้อนน้อยกว่าคนในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพราะเรายังพอมีพื้นที่ปลูกผัก&amp;nbsp; ปลูกข้าว&amp;nbsp; หาปู&amp;nbsp; หาปลา&amp;nbsp; หาหน่อไม้มาทำกินได้&amp;nbsp; อากาศก็ยังปลอดโปร่ง&amp;nbsp; บ้านเรือนไม่แออัด&amp;nbsp; เมื่อรู้ข่าวว่าพี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ เดือดร้อนเพราะโควิด&amp;nbsp; ต้องตกงาน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ขาดข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; ขาดยา&amp;nbsp; ขาดสมุนไพร&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนในภาคต่างๆ จึงประชุมกันผ่านซูม &amp;nbsp;ผ่านกลุ่มไลน์&amp;nbsp; บอกข่าวว่าพี่น้องในชนบทจะช่วยเหลือพี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ ได้อย่างไร ?&amp;nbsp; ใครมีพริก&amp;nbsp; มีผัก&amp;nbsp; มีสมุนไพร&amp;nbsp; มีข้าว&amp;nbsp; มีปลาร้า ปลาแห้ง&amp;nbsp; ก็ให้ส่งมาตามกำลังที่มีอยู่&amp;nbsp; แล้วรวบรวมส่งรถบรรทุกไปกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองในฐานะแกนนำคนหนึ่งของภาคอีสานบอกความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;สมาชิกเครือข่ายบ้านมั่นคงฯ เมืองชุมแพ ประชุมรับมือสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมองการณ์ไกล&amp;nbsp; โดยสร้างแหล่งอาหารของชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; ราวปี 2547 พวกเขาที่เดือดร้อนเพราะไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องบุกรุกที่ดินรัฐและเอกชนปลูกสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ถูกขับไล่&amp;nbsp; จึงรวมตัวกันจัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองชุมแพและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เช่าที่ดินรัฐหรือซื้อที่ดินใหม่เพื่อสร้างบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; (ปัจจุบันสร้างบ้านเสร็จและเข้าอยู่อาศัยแล้ว&amp;nbsp; รวม 13 โครงการ&amp;nbsp; สมาชิก 1,052 ครัวเรือน /สืบค้นรายละเอียดได้ใน google &amp;ldquo;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้นในปี 2553 พวกเขาได้ระดมหุ้นจากสมาชิกเครือข่ายจัดซื้อที่นา&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 38 ไร่&amp;nbsp; (ราคา 2.6 ล้านบาท) เพื่อทำนารวม&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ได้ข้าวเปลือก (ข้าวเหนียว) ประมาณปีละ 20 ตัน&amp;nbsp; นำผลผลิตมาขายเข้ากองทุน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือแบ่งปันให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดคือส่งมาช่วยเหลือพี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ ที่กำลังโดนพิษโควิดเล่นงานอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้มันเหมือนกับเป็นสงครามโรคที่รุนแรงมาก&amp;nbsp; และเรามองไม่เห็นตัวมัน&amp;nbsp; แต่ก็เดือดร้อนกันไปหมด&amp;nbsp; พี่น้องในชนบทก็ได้รับผลกระทบด้วย&amp;nbsp; แต่เรายังช่วยเหลือตัวเองได้&amp;nbsp; ส่วนพี่น้องในกรุงเทพฯ ตอนนี้มีความลำบากกว่า&amp;nbsp; เราจึงต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้รอดจากสงครามครั้งนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ธารน้ำใจจากชนบทสู่เมืองกรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่เพียงข้าวเหนียว&amp;nbsp; พริกแห้ง&amp;nbsp; สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จากเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพเท่านั้น&amp;nbsp; พี่น้องชาวชุมชนภาคอีสานที่รวมตัวกันในนามเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ&amp;nbsp; ศรีสะเกษ&amp;nbsp; เลย&amp;nbsp; สกลนคร&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;รวมทั้งพี่น้องจากภาคเหนือ&amp;nbsp; ภาคกลาง&amp;nbsp; ภาคตะวันตก&amp;nbsp; ภาคใต้&amp;nbsp; ภาคตะวันออก&amp;nbsp; ยังได้ทยอยส่งข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; ผลไม้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; ผักต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อใช้เป็นอาหารและมีฤทธิ์เป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโควิดด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หอมแดง&amp;nbsp; ขิง&amp;nbsp; ข่า&amp;nbsp; ตะไคร้ &amp;nbsp;กระชาย&amp;nbsp; กระเทียม&amp;nbsp; มะกรูด&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;ldquo;มาด้วยใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาวชุมชนในกรุงเทพฯ มาช่วยกันคัดแยกอาหารก่อนแบ่งปันไปสู่ชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วีนัส&amp;nbsp; ตีรพัฒนพันธุ์ &amp;nbsp;จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ผู้ประสานงานการรับมอบสิ่งของเพื่อนำไปช่วยเหลือชุมชนบอกว่า&amp;nbsp; พอช. มีภารกิจในการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาชิก&amp;nbsp; เมื่อพี่น้องเครือข่ายต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคทราบข่าวความเดือดร้อนของชาวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp; จึงช่วยกันกระจายข่าวเพื่อรวบรวมผลผลิตที่ตัวเองมีอยู่นำใส่รถบรรทุกส่งมาที่ พอช. กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้พี่น้องชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; มาแบ่งปันกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การส่งมอบน้ำใจให้แก่พี่น้องชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; โดยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน-เครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีเครือข่ายองค์กรชุมชนต่างๆ ทั่วภูมิภาคทยอยส่งข้าวปลาอาหารเข้ามาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; (ประมาณ 30 ตัน) &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บริษัทน้ำตาลมิตรผลมอบแอลกอฮอล์เพื่อใช้ทำเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค&amp;nbsp; บริษัทไทยเบฟฯ มอบน้ำดื่มและแตงโมที่รับซื้อช่วยเหลือเกษตรกร 4,000 กิโลกรัม&amp;nbsp; ชมรมฟอร์ดสมุทรปราการมอบของใช้สำหรับผู้ป่วย ชมรมฮักหล่มสักมอบสบู่และยาสีฟัน&amp;nbsp; สมาคมบริษัทจดทะบียนไทยมอบข้าวสาร 1,000&amp;nbsp; กิโลกรัม&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ข้าวปลาอาหารและสิ่งของต่างๆ กระจายลงไปสู่ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; นนทบุรี&amp;nbsp; สมุทรปราการ&amp;nbsp; ปทุมธานี&amp;nbsp; และนครปฐม&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนในเครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านสุวิทย์วัดหนู&amp;nbsp; บ้านพูนสุข จ.ปทุมธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และชุมชนคลองเตย&amp;nbsp; รวมแล้วกว่า 42 เมือง/เครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;ข้าวสารจำนวน 200 ถุง รวม 1,000 กิโลกรัมจากสมาคมบริษัทจดทะบียนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ร่วมกันสร้างวัคซีนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าขณะนี้การฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังไม่ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นแหล่งแพร่เชื้อคลัสเตอร์ใหญ่ของประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันชาวชุมชนต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้นั่งงอมืองอเท้า&amp;nbsp; หรือรอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนที่มีการรวมตัวกันพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; มีคณะกรรมการชุมชน&amp;nbsp; มีอาสาสมัครสาธารณสุข&amp;nbsp; (อสส.)&amp;nbsp; มีอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)&amp;nbsp; รวมทั้งจิตอาสาในชุมชนที่รวมตัวมาช่วยเหลือกันในยามยากลำบากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง &amp;nbsp;ซอยรามคำแหง 39 &amp;nbsp;กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ประชากรรวมกว่า 20,000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นพนักงานร้านอาหาร&amp;nbsp; พนักงานในห้าง&amp;nbsp; ร้านนวด&amp;nbsp; คาราโอเกะ&amp;nbsp; แม่บ้าน&amp;nbsp; ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; รปภ. ฯลฯ&amp;nbsp; ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าตั้งแต่โควิดระลอกแรกปี 2563 เพราะมีการปิดงาน&amp;nbsp; ถูกเลิกจ้าง&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนสมาชิกจึงใช้เงินกองทุนที่มีอยู่&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมสนับสนุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังใช้ที่ว่างในชุมชนประมาณ 1 ไร่ (ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนโควิดปีนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมสถานที่พักคอยในชุมชนหรือ CI (Community Isolation) ที่ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการยังไม่รุนแรง&amp;nbsp; โดยใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; ตอนนี้มีชาวบ้านที่ติดเชื้อมาพักรักษาตัว 5 คน&amp;nbsp; และมี CI ของ กทม. ตั้งอยู่ในวิทยาลัยพณิชยการอินทราชัยใกล้ชุมชน&amp;nbsp; รองรับผู้ติดเชื้อได้ 90 คน&amp;nbsp; โดยเราส่งจิตอาสาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในชุมชนจำนวน 8 คน เข้าไปเรียนรู้การทำงานและช่วยงานพยาบาลใน CI แห่งนี้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลงทะเบียนผู้ป่วย&amp;nbsp; การจัดคิวเตียง&amp;nbsp; การดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; รวมทั้งออกไปเยี่ยมครอบครัวผู้ติดเชื้อและให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชนด้วย&amp;nbsp; ต่อไปจิตอาสาของเราก็จะช่วยดูแลคนในชุมชนได้&amp;nbsp; เป็นการป้องกันและสร้างวัคซีนในชุมชนขึ้นมา&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยกันวางเตียงกระดาษที่ศูนย์เด็กเล็กชุมชนรุ่งมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เธอบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; หากเตียงใน CI ยังไม่ว่าง&amp;nbsp; จะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; โดยทีมจิตอาสาจะให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การดูแลตัวเอง&amp;nbsp; การแยกตัวออกจากคนในครอบครัว ฯลฯ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าอ๊อกซิเจนในเลือด&amp;nbsp; และรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยทีมงานจิตอาสาจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; ขณะนี้มีผู้กักตัวในบ้าน 11 ครอบครัว&amp;nbsp; จำนวน 39 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนบ้านเกาะ&amp;nbsp; เขตคันนายาว&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เตรียมพร้อมรับมือกับโควิด&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาแกนนำในชุมชนได้เข้าอบรมความรู้เรื่องไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; การป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเตรียมจัดตั้ง&amp;nbsp; Home Isolation&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีคณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยบูรพาให้ความรู้ผ่านระบบซูม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนได้เตรียมบ้านว่างหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่พักสำหรับผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; รองรับได้ประมาณ 7-8 คน&amp;nbsp; มีอาสาสมัครในชุมชนประมาณ 30 คน&amp;nbsp; ช่วยกันทำงาน&amp;nbsp; ประสานกับคลินิกอบอุ่น&amp;nbsp; และศูนย์สาธารณสุข 69 เขตคันนายาว&amp;nbsp; เพื่อให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วย&amp;nbsp; ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อในชุมชนกว่า 100 คน&amp;nbsp; (ส่วนหนึ่งรักษาตัวที่บ้านและหายแล้ว)&amp;nbsp; หากใครเจ็บป่วยรุนแรงก็ต้องส่งไปรักษาข้างนอก&amp;nbsp; และยังมีครัวกลางทำอาหารแจกผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; มีข้าว&amp;nbsp; มีผัก&amp;nbsp; มีสมุนไพรจากเครือข่ายองค์กรชุมชนในต่างจังหวัดที่ส่งมาช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สานพลังสังคมสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากความตื่นตัวของชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ที่เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามที่มองไม่เห็นศัตรูแล้ว&amp;nbsp; การตรวจโควิดเชิงรุกในชุมชนแออัด&amp;nbsp; เพื่อคัดแยกผู้ที่ติดเชื้อออกมารักษา&amp;nbsp; ไม่ให้เชื้อแพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับว่ามีความสำคัญอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp; เพราะหากประชาชนไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ (เพราะอาการยังไม่รุนแรง) ก็จะทำให้การแพร่เชื้อกระจายไปได้ง่าย&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนแออัดที่มีประชาชนอยู่อาศัยกันหนาแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; กลุ่มเส้นด้าย&amp;nbsp; ศูนย์สาธารณสุข กทม.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้ร่วมกันจัดตรวจโควิดเชิงรุกในชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; รวมแล้ว 3 ครั้ง&amp;nbsp; โดยยึดหลัก &amp;ldquo;ตรวจให้เร็ว&amp;nbsp; รักษาให้เร็ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อลดการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; ลดอัตราการเจ็บป่วยหนัก&amp;nbsp; และลดภาวะเตียงล้น&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;ชาวชุมชนคลองเตยทุกเพศวัยมาตรวจคัดกรองโควิดกับทีมแพทย์ชนบทเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้มีชาวชุมชนได้รับการตรวจไปแล้วกว่า 200,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษารวดเร็วภายในวันเดียว&amp;nbsp; เพราะทีมแพทย์ชนบทจะแจกยาให้แก่ผู้ติดเชื้อตามอาการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; ฟาร์วิพิราเวียร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4-10 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีผู้ตรวจจำนวน 145,556 คน&amp;nbsp; ใน 369 ชุมชน&amp;nbsp; พบผู้ติดเชื้อจำนวน 16,186 คน&amp;nbsp; (11.1 %)&amp;nbsp; ได้รับยาฟาร์วิพิราเวียร์รวม&amp;nbsp; 9,343 คน&amp;nbsp; ได้รับยาฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; 3,614 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมีกลุ่มเสี่ยงได้รับการฉีดวัคซีน&amp;nbsp; 7,761 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ที่ติดเชื้อจะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย&amp;nbsp; ขณะเดียวกันผู้ติดเชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ระบบการรักษาของ สปสช.&amp;nbsp; ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาทันที&amp;nbsp; โอกาสที่จะรักษาหายและเชื้อไม่แพร่กระจายจึงมีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นี่คือตัวอย่างการสานพลังทางสังคม&amp;nbsp; โดยพี่น้องเครือข่ายชุมชน&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วน&amp;nbsp; &amp;ldquo;มาด้วยใจ&amp;nbsp; ไม่มีใครจ้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพื่อผ่านวิกฤตโควิด&amp;nbsp; หรือสงครามโรคครั้งนี้ไปด้วยกัน !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114645</URL_LINK>
                <HASHTAG>CI, Community Isolation, Home Isolation, การชุมนุมทางน้ำใจ, จิตอาสา, ชมรมฟอร์ดสมุทรปราการ, ชมรมฮักหล่มสัก, ชุมชนบ้านเกาะ, ชุมชนภาคอีสาน, ชุมชนในกรุงเทพฯ, ตรวจโควิดเชิงรุก, ตรวจให้เร็ว  รักษาให้เร็ว, นุชจรี  พันธ์โสม, บริษัทน้ำตาลมิตรผล, บริษัทไทยเบฟฯ, บ้านมั่นคง, บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ, ป้าสนอง  รวยสูงเนิน, พอช, พี่น้องเครือข่ายชุมชน, มาด้วยใจ...ไม่มีใครจ้าง, วีนัส  ตีรพัฒนพันธุ์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สมาคมบริษัทจดทะบียนไทย, สร้างวัคซีนในชุมชน, สร้างแหล่งอาหารของชุมชน, สานพลังสังคมสู้ภัยโควิด, เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน, เครือข่ายบ้านมั่นคง, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนฯ, เทศบาลเมืองชุมแพ, แพทย์ชนบท, โครงการ ‘บ้านมั่นคง’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_61276deb392ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์ชนบทร่วมมือภาคีเครือข่าย ‘ปฏิบัติการ กทม.ครั้งที่ 3’ ลุยตรวจโควิดเชิงรุกชุมชนกรุงเทพฯ รอบใหม่  4-10 ส.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ทีมแพทย์ชนบทจากโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ลงพื้นที่อ่อนนุช14 เขตประเวศ เมื่อ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา (ภาพจาก Facebook ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรุงเทพฯ / ชมรมแพทย์ชนบทหลายจังหวัดเตรียมระดมพล &amp;lsquo;ปฏิบัติการกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; ครั้งที่ 3&amp;rsquo; &amp;nbsp;ตรวจโควิด-19&amp;nbsp; เชิงรุกชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคมนี้&amp;nbsp; หลังจากตรวจไปโควิดไปแล้ว 2 ครั้ง&amp;nbsp; รวมผู้ตรวจกว่า 50,000 คน&amp;nbsp; พบผู้ติดเชื้อ 6,863 คน หรือ 13.35 %&amp;nbsp; เสนอ 6 แนวทางกู้วิกฤตโควิด&amp;nbsp; ชูยุทธศาสตร์ &amp;lsquo;กรุงเทพฯ รอด&amp;nbsp; ตจว.รอด&amp;rsquo; เสนอรัฐบาลใช้ &amp;lsquo;อู่ฮั่นโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp; ล็อกดาวน์เฉพาะชุมชนที่ระบาดและเยียวยาเพื่อให้ชาวบ้านยังชีพได้&amp;nbsp; ด้านเครือข่ายสลัม 4 ภาค-พอช. หนุน 35 ชุมชน ตรวจโควิดกว่า 4,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)&amp;nbsp; เครือข่ายประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; มูลนิธิเข้าถึงเอดส์&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพ.ศ.)&amp;nbsp; ได้ร่วมกันสนับสนุนการตรวจหาเชื้อโควิดเชิงรุกให้แก่ชุมชนแออัดใน กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 14-16 กรกฎาคม &amp;nbsp;รวม 39 ชุมชน&amp;nbsp; ใช้ทีมแพทย์ชนบท 6 ทีม &amp;nbsp;และวันที่ 21-23 กรกฏาคม ประมาณ 42 ชุมชน&amp;nbsp; ใช้ทีมแพทย์ 16 ทีม&amp;nbsp; มีชาวชุมชนได้รับการตรวจหาเชื้อโควิดทั้งหมด&amp;nbsp; 51,389 คน&amp;nbsp; พบผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;6,863 คน คิดเป็น 13.35% &amp;nbsp;ของผู้ตรวจทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;แพทย์ชนบทเสนอยุทธศาสตร์ &amp;nbsp;&amp;lsquo;กรุงเทพฯ รอด&amp;nbsp; ตจว.รอด&amp;rsquo; ใช้หลัก &amp;lsquo;6 R&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;จากผลการตรวจหาเชื้อโควิดเชิงรุกทั้ง 2 ครั้งของชมรมแพทย์ชนบทดังกล่าว&amp;nbsp; พบผู้ติดเชื้อในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสูง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 13.35 %&amp;nbsp; ของจำนวนผู้ตรวจทั้งหมด&amp;nbsp; ขณะเดียวกันยังมีชาวชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ อีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ (ข้อมูลจากสำนักพัฒนาสังคม กทม.ระบุว่า&amp;nbsp; ในกรุงเทพฯ มีชุมชนทั้งหมด 2,016 ชุมชน&amp;nbsp; เป็นชุมชนแออัด 641 ชุมชน)&amp;nbsp; ดังนั้นกรุงเทพฯ จึงเป็นแหล่งแพร่เชื้อแหล่งใหญ่&amp;nbsp; ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม&amp;nbsp; มีผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ รายใหม่&amp;nbsp; รวม 3,997 ราย&amp;nbsp; ขณะที่ชมรมแพทย์ชนบทได้เสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาล&amp;nbsp; และเตรียมจัดทีมแพทย์ลุยตรวจโควิดรอบใหม่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ประชาชนที่มารับบริการ (ภาพจาก Facebook ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม &amp;nbsp;นพ.สุภัทร &amp;nbsp;ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท &amp;nbsp;ได้โพสต์ข้อความลงใน facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท&amp;nbsp; หัวข้อว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ข้อเสนอ แนวทาง 6R สำหรับ ปฏิบัติการกรุงเทพมหานครครั้งที่ 3&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ 28 กรกฎาคม 2564 ทางชมรมแพทย์ชนบท ได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิดแนวทางการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิดในกรุงเทพมหานคร ในที่ประชุม EOC ของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แพทย์ชนบทได้นำเสนอข้อมูลการปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง 2 ครั้ง ตรวจ rapid test ให้พี่น้องประชาชนในชุมชนแออัดไปทั้งสิ้น 51,389 คน พบผลบวก 6,863 คน คิดเป็น 13.35% และได้นำเสนอข้อเสนอสำหรับการกู้กรุงเทพฯ ซึ่งสังเคราะห์จากประสบการณ์ 2 ครั้งที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;ภาพจาก Facebook ชมรมแพทย์ชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:.25in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อเสนอของแพทย์ชนบทยังมุ่งเน้นการควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนแออัดให้ได้ &amp;nbsp;เพราะนั่นคือจุดระบาดใหญ่ แล้วกรุงเทพฯจะรอด &amp;nbsp;เมื่อกรุงเทพฯรอด ต่างจังหวัดก็จะรอดด้วย &amp;nbsp;เราประมวลแนวทางได้เป็นตัวย่อว่า 6R กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.Rapid Testing แม้เตียงเต็ม จะล้น เรายิ่งต้อง rapid testing โดย ATK-antigentest kit ให้มาก เพื่อแยกผู้ป่วยออกมา 2.Rapid tracing นำผู้สัมผัสร่วมบ้านร่วมงานมาตรวจให้มากที่สุดในวันเดียวกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.Rapid treatment ด้วย early home favipiravir หรือจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ทันทีที่พบผู้ติดเชื้อที่มีอาการหรือมีโรคประจำตัวหรือสูงอายุ &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เขาต้องป่วยหนัก &amp;nbsp;ส่วนคนติดเชื้อที่ไม่ป่วยให้ฟ้าทะลายโจร &amp;nbsp;และรับเข้า HI-home isolation ในวันเดียวกัน&amp;nbsp; 4.Rapid vaccination ฉีดวัคซีนให้เร็วและให้ครอบคลุมในชุมชนแออัด &amp;nbsp;โดยเน้นที่ผู้สูงอายุก่อน &amp;nbsp;และหากมีวัคซีนมากพอก็ฉีดทุกคนที่อายุมากกว่า 18 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากทำทั้ง 4 มาตรการแล้ว จะลดการระบาดได้แน่ &amp;nbsp;ลดการป่วยหนักและการตายลงได้ &amp;nbsp;ส่งผลให้ลดภาวะการมีเตียงไม่พอลงได้ &amp;nbsp;สิ่งนี้คือบทบาทของภาคสาธารณสุขทั้งของ สธ. กทม. และทีมแพทย์ชนบทสามารถดำเนินการร่วมกันได้&amp;nbsp; และหากรัฐบาลจะกู้กรุงเทพฯแบบอู่ฮั่นโมเดล ก็ต้องทำอีก 2R ก็จะยิ่งสามารถลดการระบาดได้อีก &amp;nbsp;คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. Rapid lockdown ในชุมชนที่ระบาด &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อออกนอกชุมชน &amp;nbsp;เนื่องจากบางรายมีเชื้อระยะเริ่มต้น&amp;nbsp; แต่ยังตรวจด้วย ATK หรือ rtPCR ไม่พบ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้อง lockdown ทั้ง กทม.&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.Rapid healing หาก lockdown ก็ต้องมีการเยียวยาผู้คนในชุมชนแออัดนั้นๆ &amp;nbsp;เยียวยาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;เพื่อให้เขามีรายได้เพื่อสามารถยังชีพได้ในระหว่างที่มีการล็อกดาวน์ชุมชนของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;ตรวจถึงบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่ป่วย (ภาพจาก Facebook ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นี่คือ 6 ข้อเสนอของชมรมแพทย์ชนบท &amp;nbsp;ขณะนี้ทีมแพทย์ชนบทกำลังประสานงาน &amp;nbsp;ระดมความร่วมมือ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและตอบรับจากทุกฝ่าย &amp;nbsp;ทั้งภาครัฐ &amp;nbsp;ท้องถิ่น &amp;nbsp;เอกชน &amp;nbsp;และภาคประชาชนที่จะร่วมกัน &amp;lsquo;ปฏิบัติการกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3&amp;rsquo; &amp;nbsp;ร่วมกันเร็วๆ นี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อความใน facebook ชมรมแพทย์ชนบทระบุในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทได้ระดมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ เข้ามาตรวจโควิด-19 ที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทีมแพทย์จาก อ.สิชล&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช, รพ.จะนะ, รพ.สมเด็จพระบรมราชินีนาถ&amp;nbsp; อ.นาทวี จ.สงขลา, รพ.ตากใบ จ.นราธิวาส, รพ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี, ขอนแก่น, จ.สุรินทร์, รพ.บ่อเกลือ จ.น่าน, ทีมแพทย์จาก จ.สุโขทัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฯลฯ รวมประมาณครั้งละ 60-80 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการตรวจรอบที่ 3 นี้&amp;nbsp; คาดว่าจะตรวจได้ไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;แพทย์ชนบทกินอยู่แบบติดดิน (ภาพจาก Facebook ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.75pt; margin-right:-6.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;เตรียมบุกกรุงเทพฯ ตรวจโควิดเชิงรุกรอบ 3 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสยาม&amp;nbsp; นนท์คำจันทร์&amp;nbsp; โฆษกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า&amp;nbsp; ปฏิบัติการตรวจโควิด-19 เชิงรุกในกรุงเทพฯ ของทีมแพทย์ชนบทรอบ 3 นี้&amp;nbsp; มีกำหนดการตรวจระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคมนี้&amp;nbsp; และนอกจากทีมแพทย์ชนบทจะลงตรวจในชุมชนต่างๆ แล้ว&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้เตรียมชุมชนในเครือข่ายเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด&amp;nbsp; รวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 40 ชุมชน&amp;nbsp; มีจุดตรวจ 12 จุด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประกอบด้วย 1.ชุมชนรุ่งมณีพัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง (20 ชุมชน)&amp;nbsp; 2.วัดจันทร์ประดิษฐาราม&amp;nbsp; เขตภาษีเจริญ&amp;nbsp; (3 ชุมชน) 3.ศูนย์พักโรงเรียนประถมนนทรีย์&amp;nbsp; เขตยานนาวา (.....) 4.สนามฟุตบอลโปโลคลับ และลานจารุเมือง เขตปทุมวัน (.....) 5.ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา&amp;nbsp; เขตดอนเมือง (3 ชุมชน) 6.ชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทอง&amp;nbsp; เขตบางบอน (1 ชุมชน) 7. อาคารพุทธวิชา&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน (5 ชุมชน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.สหกรณ์ริมคลองสอง (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) ซอยผักหวาน&amp;nbsp; เขตสายไหม (1 ชุมชน) 9.สหกรณ์ริมคลองพัฒนา (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) ซอยจิระมะกร&amp;nbsp; เขตสายไหม (1 ชุมชน) 10.ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจ (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) เขตสายไหม (1 ชุมชน) 11.บ้านมั่นคงประชาสามัคคี&amp;nbsp; เขตบางพลัด (1 ชุมชน)&amp;nbsp; และ 12.ชุมชนบ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา เขตจตุจักร (1 ชุมชน)&amp;nbsp; รวมชาวบ้านที่จะตรวจในขณะนี้ประมาณ 4,280 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้ตรวจหาเชื้อโควิด&amp;nbsp; สามารถติดต่อเพื่อแจ้งความต้องการตรวจหาเชื้อได้ที่จุดตรวจชุมชนใกล้เคียงทั้ง 12 แห่ง&amp;nbsp; โดยต้องแจ้งรายชื่อแก่ผู้นำชุมชนนั้นๆ&amp;nbsp; เพื่อจะได้ทราบจำนวนผู้ที่จะตรวจทั้งหมด&amp;nbsp; และนำส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเพื่อให้ทีมแพทย์ได้เตรียมอุปกรณ์การตรวจให้พอเพียง&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสยามกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; การตรวจเชิงรุกรอบ 3 ของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนี้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะส่งอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลงทะเบียนรายชื่อผู้ตรวจ&amp;nbsp; การจัดลำดับคิวตรวจ&amp;nbsp; การเว้นระยะห่าง&amp;nbsp; การประสานงานต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้การตรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; รวดเร็ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมแพทย์ชนบทจากจังหวัดสุโขทัยมาตรวจโควิดให้ชาวชุมชนที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เขตบางกะปิเมื่อวันที่ 21 กรกฏาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้การตรวจโควิดเชิงรุกของทีมแพทย์ชนบทจะใช้การตรวจแบบ rapid &amp;nbsp;testing หรือชุดตรวจแบบเร็ว&amp;nbsp; โดยใช้วิธี&amp;nbsp; ATK (antigentest kit) &amp;nbsp;โดยแพทย์จะใช้ก้านสำลีเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกของผู้ตรวจ&amp;nbsp; แล้วนำก้านสำลีมาตรวจด้วยน้ำยา&amp;nbsp; สามารถทราบผลได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที&amp;nbsp; หากพบว่ามีผลเป็นบวกหรือติดเชื้อ&amp;nbsp; แพทย์จะตรวจซ้ำด้วยวิธี Rt-Pcr (Real&amp;nbsp; time - Polymerase chain reaction) เพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณีผู้ติดเชื้อมีอาการไม่มาก&amp;nbsp; (อยู่ในสถานะสีเขียวหรือเหลืองอ่อน) แพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษาตัวที่บ้านหรือสถานพักคอยในชุมชน&amp;nbsp; พร้อมกับให้ยาฟ้าทะลายโจรและยาพื้นฐานอื่นๆ&amp;nbsp; ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากเมื่อกินยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะหายป่วยได้ภายในระยะเวลา 14 วัน&amp;nbsp; แต่หากยังไม่หายหรือมีอาการรุนแรงจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวง พม.-พอช.หนุนชุมชนสู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของวิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แม่เลี้ยงเดี่ยว&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; คนตกงาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยการมอบอาหาร&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; สิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางแจกจ่ายอาหารผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดในปีนี้&amp;nbsp; กระทรวง พม.ได้ให้หน่วยงานในสังกัดจัดทำถุงยังชีพแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั้ง 50 เขตในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด&amp;nbsp; เด็กที่ขาดผู้ดูแล&amp;nbsp; รวมทั้งดูแลกลุ่มคนไร้บ้านในสถานที่สาธารณะ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริหารกระทรวง พม.ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนไร้บ้านเมื่อเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; ในปี 2563 ได้สนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบทั้งกรุงเทพฯ&amp;nbsp; และต่างจังหวัดจัดทำครัวกลางและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวม 1,754 โครงการ&amp;nbsp; ประชาชนได้รับประโยชน์ 535,577 ครัวเรือน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 122 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; และพักชำระสินเชื่อ 6 เดือน (ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อก่อสร้างบ้านมั่นคง) ทั่วประเทศ 409 องค์กร&amp;nbsp; รวมสินเชื่อพักชำระ 76 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนในปีนี้ พอช.พักชำระสินเชื่อ 3 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม) รวม 149 องค์กร&amp;nbsp; จำนวนดอกเบี้ยที่พักชำระรวม 18 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; นอกจากนี้ พอช.ยังสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; รวม 1,386 ชุมชน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 30 ล้านบาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจาก พอช.&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จำนวน 11 ทีม&amp;nbsp; ประมาณ 200 คนลงไปสนับสนุนชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งศูนย์พักพิงของคนไร้บ้าน&amp;nbsp; เพื่อต่อสู้กับโควิด&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตวังทองหลางจัดเตรียมศูนย์พักคอย-ดูแลผู้กักตัวที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.ระดับเขตจำนวน 150,000 บาท&amp;nbsp; และระดับชุมชนไม่เกินชุมชนละ 40,000 บาท&amp;nbsp; นำมาจัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; ทำอาหารแจกให้ผู้ถูกกักตัว&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นทำอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้เรายังเตรียมสถานที่พักคอยในชุมชน (Community Isolation) เพื่อรองรับผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยจะใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับได้ผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; และเตรียมห้องประชุมของชุมชนรองรับได้ประมาณ 30 เตียง&amp;nbsp; ส่วนผู้ที่ป่วยไม่มากหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; เราจะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; แยกตัวออกจากคนในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเราจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าและรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอกถึงการดูแลผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; เตรียมเตียงกระดาษรองรับผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอนวิธีวัดค่าอ๊อกซิเจนให้ผู้ดูแลผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน&amp;nbsp; หากค่าอ๊อกซิเจนต่ำกว่า 90 ถือว่าอยู่ในภาวะอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากชุมชนในเขตวังทองหลางแล้ว&amp;nbsp; ยังมีชุมชนและเขตต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมจัดทำโครงการเพื่อต่อสู้กับโควิดระลอกใหม่นี้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตประเวศ&amp;nbsp; จัดทำโครงการอบรมให้ความรู้ป้องกันโควิดแก่กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; จำนวน 20 วิน&amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างได้รับเชื้อโควิดและเสียชีวิตแล้ว 1 ราย,ปลูกสมุนไพร&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; กระชาย&amp;nbsp; ผักต่างๆ เพื่อเป็นยาและอาหาร&amp;nbsp; ทำโครงการ &amp;lsquo;อิ่มละ 20 บาท&amp;rsquo; จำหน่ายอาหาร พร้อมข้าวถุงเพื่อช่วยเหลือเรื่องปากท้องชาวชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมืองบางบอน (สภาองค์กรชุมชนเขตบางบอน&amp;nbsp; กรุงเทพฯ)&amp;nbsp; รวม 34 ชุมชน&amp;nbsp; จัดทำโครงการป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ติดตั้งเครื่องสแกนอุณหภูมิวัดไข้ในชุมชน&amp;nbsp;จำหน่ายอาหาร&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; สิ่งของจำเป็นในราคาถูกให้แก่ชาวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แจกอาหารฟรีให้ผู้กักตัว&amp;nbsp; กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้จากการสำรวจข้อมูลของชุมชนเครือข่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; จำนวน 332 ชุมชน&amp;nbsp; ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 20 กรกฎาคม 2564&amp;nbsp; พบว่า&amp;nbsp; มีผู้สูงอายุ&amp;nbsp; รวม 24,473 คน &amp;nbsp;ผู้พิการติดเตียง รวม 11,610 คน &amp;nbsp;ผู้สูงอายุ +พิการ &amp;nbsp;รวม 3,735 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กเล็ก 0-5 ปี &amp;nbsp;รวม 9,886 คน &amp;nbsp;ผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;รวม 4,078 คน &amp;nbsp;ผู้กักตัว &amp;nbsp;รวม &amp;nbsp;8,148 คน &amp;nbsp;ผู้ได้รับผลกระทบด้านอาชีพรายได้ &amp;nbsp;รวม&amp;nbsp; 17,959 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนติดเชื้อสะสม&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 421 ชุมชน&amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อสะสม จำนวน &amp;nbsp;3,551 คน&amp;nbsp; เสียชีวิต &amp;nbsp;รวม 59 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;วัคซีนขาดแคลน&amp;nbsp; ชาวชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; เพาะพันธุ์กระชายและฟ้าทะลายโจรสู้โควิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111542</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 R, ATK-antigentest kit, early home favipiravir, lockdown, Rapid healing, Rapid lockdown, Rapid test, Rapid treatment, Rapid vaccination, Real  time - Polymerase chain reaction, RT-PCR, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กรุงเทพฯ รอด  ตจว.รอด, ข้อเสนอ แนวทาง 6R สำหรับ ปฏิบัติการกรุงเทพมหานครครั้งที่ 3, ชมรมแพทย์ชนบท, ตรวจโควิด-19, นพ.สุภัทร  ฮาสุวรรณกิจ, นายจุติ  ไกรฤกษ์, นายสยาม  นนท์คำจันทร์, นุชจรี  พันธ์โสม, ปฏิบัติการกรุงเทพมหานคร  ครั้งที่ 3, พม., พอช., ฟ้าทะลายโจร, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.), มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สปสช., สภาองค์กรชุมชนเขตประเวศ, สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, อู่ฮั่นโมเดล, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, เชิงรุกชุมชนแออัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_610275f068378.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศรับมือโควิด-19 ตรวจคัดกรอง-เฝ้าระวัง-ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ-สร้างแหล่งอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนก่อนเข้าชุมชนที่บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา จ.ชลบุรี (ขวา) แปลงผักในเมืองที่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู &amp;nbsp;เขตสาทร &amp;nbsp;กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช. หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจับมือพลังภาคีในท้องถิ่น เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ รับมือโควิด-19&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; โดยใช้กลไกที่มีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งด่านตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; เฝ้าระวัง&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; แจกอุปกรณ์ป้องกัน&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; เปิดร้านค้าชุมชนขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ไข่&amp;nbsp; ปลูกผักเป็นแหล่งอาหารสำรอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; (พม.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน&amp;nbsp; (อสม.)&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบล&amp;nbsp; (อบต.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ตั้งด่านตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; คัดกรองผู้ที่อาจจะมีเชื้อโควิด&amp;nbsp; เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายไปเกือบทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้กลไกที่มีอยู่ปฏิบัติการเชิงรุก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในฐานะที่ พอช.ทำงานร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีภารกิจหลักที่ พอช.ให้การสนับสนุนและส่งเสริม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; โครงการซ่อมสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาสหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; &amp;nbsp;การจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือชาวชุมชน หรือ &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;
(สมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่&amp;nbsp; พอช.จึงได้ออกแบบการทำงานเชิงรุกในพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ พอช.สามารถดำเนินมาตรการป้องกันและฟื้นฟูชุมชนจากสถานการณ์โควิดได้ทันทีเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน ต่างๆ ทั่วประเทศมีประสบการณ์ในการทำงานป้องกันและฟื้นฟูชุมชนมาแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเฝ้าระวัง&amp;nbsp; ตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; แจกจ่ายพี่น้องในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; รวมทั้ง พอช.ได้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการทำงานเชิงรุกนั้น&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช.ได้ประสานงานไปยังสำนักงานภาค พอช.ทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในแต่ละจังหวัดติดตามข้อมูลและสถานการณ์จากหน่วยงานราชการว่าในแต่ละจังหวัด&amp;nbsp; แต่ละพื้นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเท่าไหร่&amp;nbsp; และในแต่ละพื้นที่ดำเนินการอย่างไรไปบ้างแล้ว&amp;nbsp; หรือมีข้อเสนอและความต้องการการสนับสนุนจาก พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การรับมือและป้องกันสถานการณ์โควิดรอบใหม่นี้ พอช.ได้ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและฟื้นฟูชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิดต่อไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เครือข่ายชุมชนทั่วประเทศร่วมเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมกันป้องกันโควิดแพร่ระบาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยแจกจ่ายพี่น้องประชาชนในชุมชนรวมกันกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; การตรวจวัดไข้ร่วมกับ อสม.เพื่อคัดกรองผู้ที่อาจจะติดเชื้อ&amp;nbsp; จัดทำเจล&amp;nbsp; แอลกอฮอล์ล้างมือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;พอช.และภาคเอกชนยังสนับสนุนการจัดทำครัวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ข้าวกล่อง&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; อาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; แจกจ่ายผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิดกว่า&amp;nbsp; 340,000 กล่อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้เกิดการตื่นตัว&amp;nbsp; และนำประสบการณ์จากการทำงานป้องกันการแพร่ระบาดในช่วงที่ผ่านมาพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้&amp;nbsp; โดยใช้กำลังคนและงบประมาณของชุมชนที่มีอยู่นำมาปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองเชียงใหม่ใช้งบประมาณจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง (ได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 300,000 บาท) ในช่วงโควิดปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาทำกิจกรรม 4 ด้านต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.สำรวจผู้เดือดร้อนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 500 ครอบครัว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นำงบประมาณมาให้ผู้เดือดร้อนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาเร่งด่วน 24 ชุมชนๆ ละ 1 คน (คนละ 2,000 บาท) และจัดตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp; จำหน่ายข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; อาหารอื่นๆ (คนที่ไม่มีเงินนำอาหารไปกินก่อน&amp;nbsp; ชำระคืนทีหลัง) 3.จัดทำครัวกลางแจกจ่ายอาหารให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; คนแก่&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ป่วย ฯลฯ&amp;nbsp; 4.สนับสนุนพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารในชุมชน&amp;nbsp; 24 ชุมชน&amp;nbsp; โดยเครือข่ายฯ สนับสนุนกล้าพันธุ์ผักสวนครัวที่เพาะแล้วให้แต่ละชุมชนนำไปปลูกเพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดตาก&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เตรียมแผนงานระยะสั้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ระดับตำบล&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 86 แห่ง&amp;nbsp; ร่วมกับ อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองโควิดในพื้นที่&amp;nbsp; และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย &amp;nbsp;เจลล้างมือ&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; ให้ผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ผู้ที่ตกงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะกลาง&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้น&amp;nbsp; โดยแจกเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; แจกพันธุ์ปลาดุก&amp;nbsp; เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นอาหาร&amp;nbsp; และระยะยาว&amp;nbsp; จัดตั้งธนาคารหรือกองทุนเมล็ดพันธุ์พืช&amp;nbsp; พัฒนากองทุนอาหารในตำบล&amp;nbsp; ส่งเสริมการใช้กองทุนที่มีอยู่แล้วในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน ต.เกาะทวด&amp;nbsp; อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;รพ.สต. อสม. &amp;nbsp;จัดระบบดูแลผู้เดินทางจากกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;และต้องกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุมโรค &amp;nbsp;โดยชุมชนร่วมกับ อบต.เกาะทวดจะจัดส่งอาหารให้แก่ผู้ที่กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งจัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อตรวจร่างกาย&amp;nbsp; เพื่อรายงานต่อ อสม.ทุกวัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งทีมให้ความรู้ &amp;nbsp;รถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่&amp;nbsp; และใช้หอกระจายข่าวให้พี่น้องในชุมชนได้รับรู้แนวทางการป้องกันการติดเชื้อเพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองและครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมตำบลท่าช้าง อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มอบเครี่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายจำนวน 8 เครี่องให้โรงพยาบาลบ้านลาด &amp;nbsp;และ รพ.สต.ท่าช้าง &amp;nbsp;เพื่อให้ อสม. นำไปใช้ในการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งหนุนเสริมการทำงานในการป้องกันและเฝ้าระวังในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าช้าง &amp;nbsp;จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบเครื่องวัดอุณหภูมิ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองโสน ร่วมกับ อบต.หนองโสน อ.เมือง&amp;nbsp; จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ให้กับชาวบ้านในตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ครัวเรือนละ 1 กล่อง &amp;nbsp;จำนวน 1,600 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลอ่างทอง &amp;nbsp;อ.ทับสะแก&amp;nbsp; ร่วมกับวัดอ่างทอง &amp;nbsp;ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีรายได้น้อยในตำบลที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;โดยแจกไข่ไก่และน้ำตาล เป็นขวัญกำลังใจและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมุทรสาคร &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนและกลุ่มเกษตรกรตำบลคลองตัน &amp;nbsp;อ.บ้านแพ้ว &amp;nbsp;ร่วมกับคณะทำงานอาสากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;แจกถุงยังชีพให้แก่แรงงานข้ามชาติในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานข้ามชาติไม่ต่ำกว่า 200,000 คน&amp;nbsp; และกำลังได้รับความยากลำบากเนื่องจากแรงงานเหล่านี้อยู่ในระหว่างการตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลตลาดกระทุ่มแบน&amp;nbsp; อ.กระทุ่มแบน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำสมาชิกปลูกพืชผักสวนครัวเช่น &amp;nbsp;คะน้า &amp;nbsp;กวางตุ้ง &amp;nbsp;ผักบุ้ง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; และจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนปลูกผักในรอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:108.0pt&quot;&gt;พลังชุมชนต้านภัยโควิด -19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงสถานการณ์โควิด 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.มีมาตรการช่วยเหลือชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยการพักหนี้ให้แก่สหกรณ์ผู้ใช้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคงเป็นเวลา 6 เดือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 395 องค์กร&amp;nbsp; รวม 119,956&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ช่วยให้กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;และองค์กรที่ใช้สินเชื่อทั่วประเทศไม่ต้องชำระดอกเบี้ยรวม 74.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; แยกเป็น 1.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง จำนวน 220 โครงการ 234 เครือข่ายเมือง ครอบคลุม 2,931 ชุมชน 535,557 ครัวเรือน วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 55,835,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชนบท จำนวน 1,529 โครงการ 1,558 ตำบล&amp;nbsp; วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 71,558,375 บาท&amp;nbsp; โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น&amp;nbsp; การรณรงค์ให้ความรู้&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัย&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; เปิด ร้านค้าชุมชน สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ ฯลฯ&amp;nbsp; โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ยังดำเนินการถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางสร้างแหล่งอาหารในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; (ใกล้วัดเทพลีลา-ม.รามคำแหง) กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นเวทีปรึกษาหารือและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (ดู พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551) มีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 5,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรกว่า 20,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่โควิดในช่วงต้นปี 2563&amp;nbsp; ชาวชุมชนได้รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; ทำงานในร้านอาหาร&amp;nbsp; ขับมอเตอร์ไซค์&amp;nbsp; แท็กซี่ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; และ พอช. จัดทำครัวชุมชนแจกอาหารให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นมา&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้รับอนุญาตจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ใช้พื้นที่ว่างที่อยู่ติดชุมชน 1 ไร่&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ และเลี้ยงปลาดุก 6 บ่อซีเมนต์แจกจ่ายกัน&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ก็ใช้พื้นที่ว่างปลูกผักเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางได้รับงบสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; จึงนำมาทำครัวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกผัก เช่น คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; และเลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; ตอนนี้เลี้ยงปลาดุกเพื่อแจกไปแล้ว 5 รุ่นๆ ละ 600 ตัว&amp;nbsp; เราจะแจกเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ครอบครัวละ 1 กิโลฯ อาทิตย์ละครั้ง&amp;nbsp; และผักเก็บได้ฟรี&amp;nbsp; เพื่อเอาไปทำกับข้าว&amp;nbsp; แต่จะต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาให้ดู&amp;nbsp; เพื่อฝึกการทำบัญชีครัวเรือน&amp;nbsp; ควบคุมรายจ่าย และยังมีกองทุนข้าวสารที่ซื้อข้าวสารมาขายให้สมาชิกเดือนละ 1 ครั้งในราคาต่ำกว่าทุนครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 40 บาท&amp;nbsp; ขายผู้ได้รับผลกระทบ 20 บาท&amp;nbsp; ส่วนคนทั่วไปขายบวกกำไรนิดหน่อยเพื่อให้มีเงินมาหมุนเวียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านที่มาเอาปลาดุกต้องนำบัญชีครัวเรือนมาแสดง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ชาวชุมชนยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;กองทุนวันละบาท&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยสมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกในยามที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงโควิดปี 2563-2564 นี้&amp;nbsp; กองทุนฯ นำเงินมาจัดทำครัวกลาง&amp;nbsp; แจกผักสด&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้า&amp;nbsp; เจลล้างมือ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้วประมาณ 86,000 บาท&amp;nbsp; (ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการฯ มีสมาชิกประมาณ 2,700 คน&amp;nbsp; เงินกองทุนประมาณ 700,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการรับมือกับสถานการณ์โควิดช่วงนี้&amp;nbsp; นุชจรีบอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุข 15 (ลาดพร้าว)&amp;nbsp; และเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อในกลุ่มประชากรแฝง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขอความร่วมมือเจ้าของบ้านเช่าให้ตรวจสอบผู้เช่าว่าทำงานที่ไหน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่&amp;nbsp; ส่วนคนในชุมชนต่างก็ให้ความร่วมมือดี&amp;nbsp; มีการป้องกันตัวเองในครอบครัว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้าน&amp;nbsp; มีเจลล้างมือ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เพาะเห็ดที่ชุมชนบางบอน กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการป้องกันโควิดและสร้างแหล่งอาหารในชุมชนเขตวังทองหลางแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ต่างก็ใช้พื้นที่ว่างในชุมชนทำสวนผักในช่วงสถานการณ์โควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; เขตสาทร&amp;nbsp; ชุมชนในเขตบางบอนเพาะเห็ด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านมั่นคงเขาน้อย จ.ชลบุรี&amp;nbsp; ตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp;ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในเมืองพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วาศินี&amp;nbsp; กาญจนกุล&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยพัทยา&amp;nbsp; อ.บางละมุง&amp;nbsp; จ.ชลบุรี&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยาฯ&amp;nbsp; เกิดจากการรวมตัวของคนจนที่ทำงานในเมืองพัทยาที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; จำนวน 304 ครอบครัว&amp;nbsp; โดย พอช. ให้การสนับสนุนกระบวนการรวมกลุ่มและสินเชื่อเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2558&amp;nbsp; มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 800 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; รถสองแถว&amp;nbsp; แม่ค้า&amp;nbsp; ขายอาหาร ทำประมง&amp;nbsp; นวดแผนโบราณ&amp;nbsp; ลูกจ้างร้านอาหาร&amp;nbsp; โรงแรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดนักท่องเที่ยวหายไป&amp;nbsp; จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงโควิดปี 2563 &amp;nbsp;สหกรณ์บ้านมั่นคงฯ นำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; มาจัดตั้งร้านค้าคุณภาพชีวิตในชุมชน&amp;nbsp; ใช้เงินลงทุน 150,000 บาท&amp;nbsp; จำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เนื้อหมูซื้อมากิโลกรัมละ 170 บาท&amp;nbsp; ขาย 100 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; น้ำปลา&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; เครื่องใช้ในบ้าน ฯลฯ ขายราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนที่ตกงาน&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ร้านค้าชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 150,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; ด้อยโอกาส จำนวน 22 ชุมชนในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; แม่เลี้ยงเดี่ยว&amp;nbsp; เด็กนักเรียนครอบครัวยากจน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมอบข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ผ้าอ้อมผู้ใหญ่&amp;nbsp; นมผง&amp;nbsp; ชุดนักเรียน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิดปีแล้วว่าหนักแล้ว&amp;nbsp; แต่ปีนี้หนักยิ่งกว่าเก่า&amp;nbsp; เพราะบางละมุงมีคนติดโควิดเยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองพัทยาต้องปิด&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; ชาวชุมชนก็ไม่มีรายได้&amp;nbsp; สหกรณ์จึงต้องให้ความช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; เพราะสมาชิกจะต้องผ่อนชำระค่าที่ดินและสร้างบ้านประมาณเดือนละ 2,400 บาท&amp;nbsp; ช่วงนี้สหกรณ์จึงพักชำระหนี้ให้สมาชิกที่เดือดร้อนคนละ 3 เดือน&amp;nbsp; ตอนนี้พักชำระไปแล้วประมาณ 20 ราย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บอกเล่าผลกระทบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่าอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.พักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคงอย่างน้อย 3 เดือนเหมือนปีที่แล้ว&amp;nbsp; และให้สนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป&amp;nbsp; เพราะผลกระทบในปีนี้หนักกว่าเก่า&amp;nbsp; ชุมชนยังพึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนในชุมชนที่ต้องหากินในเมืองพัทยา&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหมือนกับเมืองร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยฯ&amp;nbsp; มีสมาชิกติดเชื้อโควิดในช่วงต้นปี 2564&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 2 คน&amp;nbsp; คือ 1 คนติดจากการเข้าไปส่งอาหารในบ่อนการพนัน&amp;nbsp; อีก 1 คนยังไม่ทราบแน่ชัด&amp;nbsp; และได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว&amp;nbsp; ขณะนี้หมอให้กลับมารักษาตัวที่บ้านอีก 30 วัน&amp;nbsp; คณะกรรมการชุมชนจึงให้กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากต้องการอาหารหรือสิ่งของจำเป็นให้โทรแจ้งมา&amp;nbsp; ทางคณะกรรมการจะจัดหาให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งแต่โควิดปีที่แล้ว&amp;nbsp; ชุมชนได้ตั้งจุดคัดกรองโควิดบริเวณป้อมยามทางเข้าชุมชน&amp;nbsp; โดยจ้าง รปภ. 2 คน&amp;nbsp; สลับกันตรวจวัดไข้ผู้ที่จะเข้า-ออก&amp;nbsp; พอถึงตอนนี้เรายิ่งเข้มงวดมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีคนในชุมชนติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงประกาศให้ชาวบ้านทุกคนใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน&amp;nbsp; ส่วนเด็กเล็กเราไม่ให้ออกมาวิ่งเล่น&amp;nbsp; และหากใครออกไปนอกชุมชนเมื่อกลับเข้ามาจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; และใช้เจลล้างมือทุกครั้ง&amp;nbsp; ส่วนคนข้างนอกไม่ว่าจะเป็นคนส่งอาหาร&amp;nbsp; ไปรษณีย์&amp;nbsp; คนขายอาหารเราจะไม่ให้เข้า&amp;nbsp; ให้เอาของฝากไว้ที่ป้อมยาม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์ฯ บอกมาตรการเข้มงวด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น มีแปลงนารวม-ผลิตน้ำดื่ม จัดกิจกรรม &amp;lsquo;กายปลอดภัย &amp;nbsp;ใจคลายกังวล&amp;rsquo; ไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; ที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าตอนนี้ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพยังไม่มีผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; และยังเป็นพื้นที่ควบคุม&amp;nbsp; แต่ข่าวต่างๆ ที่ประโคมเรื่องโควิดทุกค่ำเช้าทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว&amp;nbsp; บางคนกินไม่ได้&amp;nbsp; นอนไม่หลับ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อ&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพมีสมาชิก 13 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวน 1,052 ครอบครัว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มจัดกิจกรรมสร้างความรู้&amp;nbsp; ความเข้าใจ&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&amp;nbsp; และช่วยกันป้องกันโรคตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 5 มกราคมเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยเครือข่ายฯ&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพจัดอบรมการทำเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้แทนชุมชนต่างๆ 13 ชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้นำกลับไปสอนลูกบ้าน&amp;nbsp; และสอนวิธีใช้เจลล้างมือ&amp;nbsp; ใช้แอลกอฮอล์มาเช็ดประตู&amp;nbsp; ลูกบิดที่ต้องจับบ่อยๆ&amp;nbsp; เวลาไปไหนก็ให้พกเจลไปด้วย&amp;nbsp; ส่วนหน้ากากผ้าอนามัยเราทำตั้งแต่ปีที่แล้ว&amp;nbsp; ยังมีใช้กันอยู่&amp;nbsp; แต่ที่น่าห่วงคือ&amp;nbsp; ชาวบ้านที่ตื่นกลัว&amp;nbsp; เพราะเหมือนกับโควิดมันมาอยู่ใกล้ๆ ตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเราจึงเข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้ในการป้องกันตัว&amp;nbsp; และให้หากิจกรรมต่างๆ ทำ&amp;nbsp; จะได้ไม่เครียด&amp;nbsp; ไม่กังวล มีสติ ไม่กลัวเกินเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้เวลาว่างปลูกผักสวนครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;งานที่ทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพช่วยกันทำเจลล้างมือ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนงบประมาณในการจัดทำเจล&amp;nbsp; ป้าสนองบอกว่าใช้งบพัฒนาคุณภาพชีวิตจาก พอช.ประมาณ 30,000 บาท&amp;nbsp; คาดว่าจะทำแจกจ่ายและใช้งานใน 13 ชุมชนได้นานประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; หรือจนกว่าสถานการณ์โควิดจะบรรเทาลง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณในการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวในชุมชนต่างๆ และในครัวเรือน เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำรองหากสถานการณ์โควิดยืดเยื้อยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เรายังโชคดีกว่าอีกหลายพื้นที่&amp;nbsp; เพราะเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพเราวางแผนเรื่องความมั่นคงทางอาหารมาก่อนแล้ว&amp;nbsp; เรามีแปลงนารวม&amp;nbsp; เนื้อที่ 38 ไร่&amp;nbsp; ชาวบ้านระดมทุนซื้อมาตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; ราคา 2 ล้าน 6 แสนบาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำนา&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; และยังมีโรงงานผลิตน้ำดื่มในชุมชน&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดปีที่แล้วเรายังเอาน้ำดื่มไปช่วยเหลือพี่น้องที่ชัยภูมิ&amp;nbsp; หากขาดเหลือเราก็ยังมีข้าวปลาอาหารเอาไว้กิน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางตัวอย่างของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่รวมพลังชุมชนเพื่อต้านภัยโควิด-19 !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;ชีวิตใหม่ชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จ.น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านใหม่ของชาวลัวะห้วยขาบ 60 ครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากย้อนเวลากลับไปเมื่อรุ่งเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp; หมู่บ้านชาวลัวะ &amp;nbsp;บ้านห้วยขาบ &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านหลายครอบครัวกำลังเตรียมตัวเพื่อจะออกไปทำงานในไร่&amp;nbsp; บางครอบครัวกำลังล้อมวงกินอาหารมื้อเช้า&amp;nbsp; ท่ามกลางเม็ดฝนที่พรมลงมาตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันใดนั้นมีเสียง &amp;ldquo;เปรี๊ยะๆ&amp;rdquo; ดังสนั่นมาจากยอดเขาเหนือหมู่บ้าน&amp;nbsp; แต่กว่าที่ใครจะไหวตัวทัน&amp;nbsp; ทั้งก้อนหินและดินโคลนจากภูเขาที่อยู่สูงเหนือหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 100 เมตรได้ถล่มไถลลงมาราวกับสายน้ำจากนรก&amp;nbsp; มันโถมทับบ้านเรือนที่อยู่ด้านล่าง&amp;nbsp; มีบ้านเรือนที่ถูกดินและก้อนหินทับพังทั้งหลังจำนวน 4 หลัง&amp;nbsp; ทับบางส่วน 2 หลัง&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเหตุร้ายผ่านไป&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ&amp;nbsp; และอาจเกิดดินถล่มลงมาได้อีก&amp;nbsp; จึงมีคำสั่งอพยพชาวห้วยขาบทั้งหมด 60 ครอบครัว&amp;nbsp; รวม 253 ชีวิตที่พ้นภัยลงมาอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายแห่งในอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; และต่อมาได้ย้ายเข้าอยู่ในบ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; เพื่อรอการก่อสร้างบ้านพักแห่งใหม่ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมกันดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อําเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 134 กิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชากรมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ลัวะ &amp;nbsp;ขมุ ม้ง เย้า คนเมือง ฯลฯ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และมีแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์มาแต่โบราณ เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติ เพราะบ่อเกลือเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ สวยงาม โอบล้อมไปด้วยขุนเขาเขียวขจี มีลำธารไหลผ่าน&amp;nbsp; ในช่วงฤดูหนาว เมืองทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยไอหมอกและอากาศที่หนาวเย็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;lsquo;ลัวะ&amp;rsquo; เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง (อยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร สำเนียงพูดคล้ายภาษาเขมร) แต่ด้วยผลจากสงครามการสู้รบในอดีต ทำให้อาณาจักรลัวะแตกพ่ายล่มสลาย แต่ชนเผ่าลัวะยังสืบเชื้อสายกระจายตัวอยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ&amp;nbsp; เช่น น่าน แพร่&amp;nbsp; เชียงใหม่ ฯลฯ ปัจจุบันชาวลัวะรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ประสบปัญหาต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ทำให้คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและภูเขามาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกป่า ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ฯลฯ&lt;/p&gt;


	ตั้งอยู่ในตำบลบ่อเกลือเหนือ (ก่อนดินถล่มมี 61 ครัวเรือน ประชากรจำนวน 261 คน) ชาวลัวะบ้านห้วยขาบอยู่อาศัยที่นี่มานานไม่ต่ำกว่า 100 ปี ปัจจุบันมีอาชีพปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา (ถั่วชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้ เมล็ดกินได้) และปลูกข้าวไร่ (ข้าวเหนียว) ตามเชิงเขาเอาไว้กินในครัวเรือน ส่วนที่มาของหมู่บ้านมาจากชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ในอดีตมีแมลง &amp;lsquo;ขาบ&amp;rsquo;(ภาษาลัวะ) หรือแมลงเม่าอาศัยอยู่ตามลำห้วยชุกชุม จึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามนั้น


&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมศักดิ์ ใจปิง อายุ 38 ปี ชาวบ้านห้วยขาบ เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวลัวะว่า ชาวลัวะมีชีวิตเรียบง่าย ปลูกข้าวไร่เอาไว้กินเอง เป็นข้าวเหนียว ใช้วิธีปลูกข้าวแบบหยอดหลุมและหมุนเวียนตามที่ราบเชิงเขาเพราะพื้นที่มีน้อย ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่หมุนเวียนประมาณ 6-7 แห่ง เมื่อครบ 7 ปีจะหมุนเวียนกลับมาทำไร่ข้าวในพื้นที่เดิม เพื่อให้ดินฟื้นตัวและกลับมาอุดมสมบูรณ์อีก เพราะคนลัวะปลูกข้าวโดยไม่ใช่ปุ๋ย แต่จะให้ธรรมชาติ เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล โดยจะมีพิธีบูชาระหว่างการปลูกข้าว และเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวประมาณช่วงเดือนมกราคมจะมีพิธี &amp;lsquo;กินดอกแดง&amp;rsquo; เพื่อขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาที่ช่วยดูแลทำให้ข้าวอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีหนึ่งครอบครัวผมจะปลูกข้าวได้ประมาณ 30 กระสอบ ก็พอกินทั้งปี แต่บางปีได้ไม่พอกิน เพราะมันแล้ง ต้องปลูกพืชอย่างอื่นด้วย ตอนนี้ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา &amp;nbsp;มีพ่อค้ามารับซื้อ ช่วงที่ว่างงานในไร่ก็จะไปทำงานรับจ้างในไร่ของคนอื่น เขาจะมาจ้างปลูกข้าวโพด หรือให้ถางหญ้า ได้ค่าจ้างวันละ 200-300 บาท เอามาใช้จ่ายในครอบครัว&amp;rdquo; ชาวบ้านห้วยขาบเล่าถึงการทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากใครเคยมาเยือนบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จะเห็นบ้านเรือนของพวกเขาปลูกกระจายอยู่ตามที่ราบเชิงเขา ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีลำห้วยขาบใสเย็นไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เป็นเสมือนหมู่บ้านในนิทานที่สงบสุขและร่มเย็นมาช้านาน...หากดินบนภูเขาจะไม่ถล่มลงมา...!! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านใหม่...ชีวิตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงแรกชาวบ้านห้วยขาบทั้ง 60 ครอบครัวเข้าพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;และหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนงบประมาณและช่วยกันก่อสร้าง เพื่อรอการก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินที่กรมป่าไม้อนุญาต&amp;nbsp; เนื้อที่ 39 ไร่ (พื้นที่จริง 34 ไร่) บริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง หมู่ที่ 3 ต.ดงพญา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ &amp;nbsp;จ.น่าน &amp;nbsp;ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม 2592 แบ่งพื้นที่สร้างบ้านและทำกินได้ครอบครัวละ 120 ตารางวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับชาวบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน เป็นบ้านขนาด 5X8 ตารางเมตร (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น) โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลัวะ ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ 320,000 &amp;nbsp;บาท ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 22.5 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุดหนุนการสร้างบ้าน และการประกอบอาชีพ รวม 1,320,000 บาท อบต.ดงพญา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;การประปาส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ ประมาณ 4 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกผักส่วนกลาง&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; และสนามกีฬา&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 4 ไร่&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงต้นปี 2563 &amp;nbsp;และชาวบ้านทั้ง 60 ครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เดิมบริเวณไม่ไกลจากบ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; ส่วนบ้านหลังเก่าหากเป็นไม้ก็จะรื้อเพื่อเอามาต่อเติมที่บ้านใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำครัว&amp;nbsp; ยุ้งข้าว&amp;nbsp; ห้องเก็บของ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถ้าใครเข้าไปที่บ้านห้วยขาบเดิมก็จะมองไม่เห็นหมู่บ้านแล้ว&amp;nbsp; เพราะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ต่างก็รู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องนอนผวา&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าเวลาหน้าฝน&amp;nbsp; ก้อนหินดินโคลนจากภูเขาจะถล่มลงมาทับอีก&amp;nbsp; แต่สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องก็คือ&amp;nbsp; หมู่บ้านที่ชาวลัวะมาอยู่ใหม่นี้ขึ้นอยู่กับหมู่ที่&amp;nbsp; 3 ตำบลดงพญา ทำให้กองทุนต่างๆ ของหมู่บ้านเดิมที่ชาวลัวะมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้านห้วยขาบต้องยุบรวมเข้ากับกองทุนหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ตามระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; ซึ่งชาวลัวะไม่ต้องการ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาด้านการรวมกองทุน&amp;nbsp; และมีปัญหาด้านการปกครอง (หมู่ที่ 3 เป็นคนพื้นราบ&amp;nbsp; มีวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณีแตกต่างกัน) จึงขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านใหม่เป็นหมู่ที่ 8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กาแฟ&amp;rsquo; พืชเศรษฐกิจใหม่ของชาวลัวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภานุวิชญ์ จันที ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ ชาวห้วยขาบ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบได้รับการสนับสนุนจากทางราชการและบริษัทซีพีให้ปลูกกาแฟในปี &amp;nbsp;2556&amp;nbsp; เป็นพันธุ์กาแฟอาราบิก้า&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชาวบ้านปลูกกาแฟจำนวน 43&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกตามไหล่เขาใกล้บ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 130 ไร่&amp;nbsp; ผลผลิตรวมกันประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อปี&amp;nbsp; จะเก็บผลกาแฟสุกปีละครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านจะขายเมล็ดกาแฟสดหรือกาแฟเชอร์รี่&amp;nbsp; ราคากิโลฯ ละ 20 บาท&amp;nbsp; ต่อมาก็ขายเป็นกาแฟกะลา (เมล็ดกาแฟแห้งเอาเปลือกนอกออกแล้วแต่ยังไม่ได้คั่ว) กิโลฯ ละ 120 บาท&amp;nbsp; 10 กิโลฯ เราขายได้เงิน 1,200 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เราตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วและบรรจุถุงขาย&amp;nbsp; เป็นกาแฟอินทรีย์&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; มีกลิ่นหอม รสชาติหวานนุ่ม&amp;nbsp; และยังเอาดอกกาแฟมาทำชา&amp;nbsp; เอากากมาทำสบู่&amp;nbsp; ทำให้กาแฟ 10 กิโลฯ ขายได้เงินเกือบหมื่นบาท&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ตื่นเต้นกันใหญ่&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนขายกาแฟเชอร์รี่ได้แค่กิโลฯ ละ 20 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; ภานุวิชญ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาวลัวะและกาแฟคั่วเข้ม &amp;nbsp;กลาง &amp;nbsp;และอ่อน &amp;nbsp;ขนาด 250 กรัม &amp;nbsp;ราคา 160-180 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; อาจเหมือนกับความโชคดีที่มาหลังจากความสูญเสียของชาวลัวะห้วยขาบ&amp;nbsp; แต่ความจริงเป็นแผนงานการบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดน่าน&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงมหาดไทย การประปา&amp;nbsp; การไฟฟ้า&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และบริษัทไทยเบฟฯ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการทำมาหากิน&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp; โดยขณะนี้ทางจังหวัดน่านกำลังก่อสร้างสะพานคอนกรีตเข้าสู่หมู่บ้าน&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เตรียมสนับสนุนงบประมาณสร้างร้านกาแฟและสินค้าชุมชนรองรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า &amp;nbsp;ตอนนี้พื้นที่ปลูกกาแฟและผลผลิตจากบ้านห้วยขาบยังมีไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากมีพื้นที่น้อย&amp;nbsp; ดังนั้นต่อไปชาวห้วยขาบจะขยายพื้นที่ปลูก&amp;nbsp; โดยปลูกกาแฟต้นใหม่แซมลงในพื้นที่เดิม&amp;nbsp; รวมทั้งปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างทั้งในหมู่บ้านเก่าและที่หมู่บ้านใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอ&amp;nbsp; และนำมาจำหน่ายในหมู่บ้านรองรับนักท่องเที่ยวที่มาอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; รวมทั้งขายทางออนไลน์&amp;nbsp; และออกบูธตามงานต่างๆ ด้วย เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพและมีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลัวะคอฟฟี่&amp;nbsp; อัญมณีแห่งขุนเขา&amp;nbsp; กาแฟอินทรีย์เพื่อสร้าง &amp;lsquo;ชุมชนดี&amp;nbsp; มีรอยยิ้ม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟบ้านห้วยขาบ&amp;rdquo; (ติดตามช่องทางการสนับสนุนชุมชนได้ที่ Facebook แฟน่าน ลั๊วะคอฟฟี่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน&amp;nbsp;เน้น &amp;lsquo;ชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ชาวบ้านร่วมกันทำแนวป้องกันไฟ &amp;nbsp;(ขวา) พิธีมอบอุปกรณ์ดับไฟเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาที่อำเภอเมืองเชียงใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานไม่ต่ำกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งของทุกปี&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดเล็กและควันจากการเผาไหม้นอกจากจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว&amp;nbsp; ยังมีปัญหาต่างๆ ติดตามมามากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ระบบนิเวศน์&amp;nbsp; การสูญเสียความชื้นในดินในป่า&amp;nbsp; พื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และยังทำให้เกิดความขัดแย้งติดตามมา&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; คนบนดอยกับคนเมือง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า&amp;nbsp; ต่างคน&amp;nbsp; ต่างหน่วยงาน&amp;nbsp; มองปัญหาคนละด้าน&amp;nbsp; หรือไม่ก็โทษกันไปโทษกันมา&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่&amp;nbsp; มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่ไม่มีกลไกที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้ปัญหาปะทุรุนแรงขึ้นทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับหนึ่งของโลก (Air&amp;nbsp; quality and pollution city ranking : จากการสำรวจเมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ชี้รากเหง้าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าว &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง ในนามภาคประชาสังคม &amp;nbsp;ประกอบด้วย นักกิจกรรมทางสังคมนักวิชาการ แพทย์ &amp;nbsp;ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปิน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา หอการค้า&amp;nbsp; นักธุรกิจ สื่อมวลชน&amp;nbsp; ประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ได้ร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยได้จัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา ในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ บอกว่า รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน คือ การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ คือ 1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพด ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ระบบนิเวศน์ป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ การเผาขยะ การเปิดแอร์ ควันไฟจากการทำครัว การปิ้งย่าง ฝุ่นควันจากโรงงาน 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่ ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงภาวะความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นควันจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดคล้องกับข้อมูลจากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดประมาณ 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่นๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อประชากร 100,000 คน &amp;nbsp;ดังนั้นคนเชียงใหม่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่น !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2550 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลงเพราะปัญหาฝุ่นควันในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอนว่า&amp;nbsp; จะทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่องแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 สภาลมหายใจฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ (รวมอำเภอเมืองเป็น 25 อำเภอ) รวม &amp;nbsp;207 ตำบล&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 เป็นต้นมา สภาองค์กรชุมชนร่วมกับสภาลมหายใจขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนหรือตำบลนั้นๆ&amp;nbsp; เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่&amp;nbsp; การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่ารลุกลาม &amp;nbsp;การเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก เพราะเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้เห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดถอบจะออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) นับแสนบาท จึงทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;จัดอบรม &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ทำปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดมบอกต่อไปว่า&amp;nbsp; จากข้อมูลปัญหาที่พบ สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) &amp;nbsp;ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า ฟางข้าว เหง้ามันสําปะหลัง ซังและต้นข้าวโพด เพื่อลดการเผา&amp;nbsp; โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน นำฟางข้าว กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้มาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาคเพื่อนำสิ่งของ อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; และนำงบประมาณไปมอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในปีนี้จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;40 ตำบล &amp;nbsp;จาก 21 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง &amp;nbsp;ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน &amp;nbsp;ไฟฉายคาดหัว 800 อัน กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนที่ได้รับมอบอุปกรณ์จะต้องมีการเตรียมแผนการในการป้องกันและดับไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ผนึกพลังสร้าง &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; ใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ร่วมกันแถลงข่าวและชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2564&amp;nbsp; โดยมีนายเจริญ​ฤทธิ์​ สงวน​สัตย์​ &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ &amp;nbsp;ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ตั้งเป้าหมายจะลดพื้นที่เผาและลดค่า PM 2.5 ให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; โดยจะเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันแทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; หากเกิดผลสำเร็จในช่วงฤดูแล้งปีนี้&amp;nbsp; จะนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, ธนวัฒน์ จรรมรัตน์, นุชจรี  พันธ์โสม, พอช., ภานุวิชญ์ จันที, วาศินี  กาญจนกุล, สนอง  รวยสูงเนิน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมศักดิ์ ใจปิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุดม  อินจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_6013d46f61019.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระดมพลังคนจนเมืองทำ ‘ครัวชุมชน’ สู้พิษเศรษฐกิจ-โควิด แจกจ่ายข้าว-อาหารกว่า 1 แสนกล่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ครัวกลางที่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู เขตสาธร กรุงเทพฯ นำาอาหารไปแจกพี่น้องชุมชนอื่นๆ ด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง และรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายให้ภาคธุรกิจเอกชน ห้างร้านน้อยใหญ่ และประชาชนทั่วไปทำมาหากินได้มากขึ้น แต่พิษเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิดยังแผ่กระจายไปทั่ว คนจน คนจร คนหาเช้ากินค่ำต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง&amp;nbsp; เรื่องความหิวที่ไม่เคยปราณีใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มคนจนในเมืองได้ร่วมกันจัดทำ &amp;lsquo;ครัวชุมชน&amp;rsquo; เพื่อทำอาหารขึ้นมา โดยการระดมทุนจากชุมชน การสมทบจากภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; นำข้าวสาร อาหารสด-แห้งมาหุงหา ช่วยกันต้มยำทำแกงต่างๆ เช่น&amp;nbsp; แกงส้ม แกงเขียวหวาน ไข่พะโล้ ต้มจืด ผัดพริก ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ กระเพาะปลา ฯลฯ&amp;nbsp; แจกจ่ายกันกิน รวมทั้งยังมี &amp;lsquo;ตู้ปันสุข-ปันน้ำใจ&amp;rsquo; ผุดขึ้นที่โน่น...ที่นี่ กระจายไปทั่วบ้านทั่วเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความงดงาม ในยามทุกข์ยากของสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิด &amp;lsquo;ครัวและธนาคารอาหารชุมชน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;เครือข่ายองค์กรชุมชนสู้ภัยโควิด-19&amp;rsquo;&amp;nbsp; เกิดจากการรวมตัวของพี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 200&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp; ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;ครัวและธนาคารอาหารชุมชน&amp;rsquo; ขึ้นมา ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ให้ชุมชนที่มีความพร้อมจัดตั้งครัวเพื่อผลิตข้าวกล่องหรืออาหารต่างๆ แจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมาย (ระยะแรก) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จำนวน 110,000 กล่อง มีครัวรวม 44 จุด ผลิตอาหารแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ และนนทบุรีรวม&amp;nbsp; 254&amp;nbsp; ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนที่จะทำครัวและแจกจ่ายอาหาร เช่น ชุมชนสิตาราม เขตป้อมปราบ ชุมชนบ้านครัว เขตราชเทวี ชุมชนเฟื่องฟ้า เขตประเวศ ชุมชนซอยสวนพลู เขตสาธร ชุมชนริมทางรถไฟ เขตคลองเตย ชุมชนเชื้อเพลิงพัฒนา เขตยานนาวา&amp;nbsp; ชุมชนรุ่งมณี เขตวังทองหลาง ชุมชนบางนา เขตบางนา ชุมชนลัดภาชีและศิรินทร์ฯ เขตภาษีเจริญ ชุมชนกองขยะ เขตหนองแขม ชุมชนริมคลองลาดพร้าว เขตจตุจักร เขตบางเขน ชุมชนวัดกู้ จังหวัดนนทบุรี ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ละชุมชนที่จัดทำครัวจะมีแม่ครัวอาสาสมัครในแต่ละชุมชนช่วยกันจัดเตรียม ทำอาหาร และแจกจ่ายในชุมชน&amp;nbsp; โดยให้ชาวบ้านนำถ้วยจานมาใส่เอง เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก ส่วนครัวที่ทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ชุมชนอื่นๆ จะตักแบ่งใส่ถุงหรือกล่องโฟม บางครัวทำอาหารวันละ 1 มื้อทุกวัน บางครัวทำสัปดาห์ละ 1-2 วัน ส่วนใหญ่ทำครั้งละ 300-500 กล่อง&amp;nbsp; จนถึงสูงสุดครั้งละ 1,050 กล่อง (ชุมชนบึงพระราม 9 เขตห้วยขวาง และชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา เขตดอนเมือง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังจัดทำครัวที่ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านในจังหวัดต่างๆ คือ กรุงเทพฯ (ศูนย์สุวิทย์ วัดหนู) ศูนย์คนไร้บ้าน จ.ปทุมธานี บ้านเตื่อมฝัน จ.เชียงใหม่ และบ้านโฮมแสนสุข จ.ขอนแก่น เพื่อแจกจ่ายอาหารให้แก่ผู้ที่พักพิงในศูนย์คนไร้บ้านและนอกศูนย์ประมาณ 500 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะที่ศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 80 คน จัดทำอาหารให้คนไร้บ้านวันละ 2 มื้อ&amp;nbsp; และปันน้ำใจเอาไปแจกจ่ายให้คนไร้บ้านที่อยู่อาศัยในที่สาธารณะนอกศูนย์ฯ&amp;nbsp; อีกประมาณ 50-60 คน รวม&amp;nbsp; 300 กล่อง/วัน&amp;nbsp; โดยได้รับบริจาคข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารสดแห้ง&amp;nbsp; จากภาคเอกชน&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงสวนพลูทำอาหารเดือนละ 8,000 กล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พรทิพย์ วงศ์จอม ผู้นำชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู เขตสาธร เล่าความเป็นมาของชุมชนว่า ชาวชุมชนสวนพลูส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ เช่น ค้าขายทั่วไป ทำงานรับจ้าง ขับแท๊กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ เดิมมีผู้อยู่อาศัยกว่า 1,000 ครัวเรือน ประมาณ&amp;nbsp; 5,000 คน เป็นที่ดินราชพัสดุ ในเดือนเมษายนปี 2547 เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชน&amp;nbsp; บ้านเรือนเสียหายเกือบทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชุมชนได้รวมตัวกันทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; โดยเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ&amp;nbsp; เพื่อสร้างบ้านใหม่ ได้รับการสนับสนุนเรื่องงบสาธารณูปโภคและสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เริ่มสร้างบ้านเสร็จในปี 2550&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 249&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว&amp;nbsp; 2 ชั้น&amp;nbsp; (อีกส่วนหนึ่งไปอยู่บ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ) เมื่อมีบ้านใหม่ มีความมั่นคงแล้ว&amp;nbsp; ชาวชุมชนยังทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; มีสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคง&amp;nbsp; มีกองทุนสวัสดิการชุมชน ทำกิจกรรมเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ต่อต้านยาเสพติด&amp;nbsp; และใช้ที่ว่างในชุมชนปลูกผักแบ่งกันกิน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อเกิดผลกระทบจากโควิดในปีนี้&amp;nbsp; มีคนตกงาน ไม่มีรายได้เป็นร้อยๆ คนในชุมชน&amp;nbsp; พวกเราจึงคิดเรื่องทำอาหารช่วยเหลือกันขึ้นมา&amp;nbsp; โดยเริ่มระดมเงินจากชาวบ้านเอง&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีมูลนิธิคริสต์จักรในย่านสวนพลูนำเงินมาสมทบ&amp;nbsp; เริ่มทำครัวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีผู้บริจาคเอาข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารมาสมทบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เนื้อวัว&amp;nbsp; หมู&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ใช้ผักที่ปลูกเองบ้าง&amp;nbsp; ทำแจกกันวันละ 1 มื้อ&amp;nbsp; บางวันก็เป็นผัดผักบุ้ง&amp;nbsp; ผัดคะน้า&amp;nbsp; เป็นแกงต่างๆ หรือทำหมูทอด&amp;nbsp; เนื้อทอด พร้อมข้าวสวย บางวันทำน้ำพริก แจกข้าวสาร แล้วแต่จะมีใครเอาอะไรมาบริจาค แต่ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระของชาวบ้านไปได้เยอะ&amp;rdquo; ผู้นำชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลูบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทีม &amp;lsquo;มอไซค์แว้น&amp;rsquo; (รุ่นใหญ่) จากชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลูเอาอาหารไปแจกชุมชนใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้ &amp;lsquo;โควิด&amp;rsquo; เป็นเครื่องมือรวมพลังชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; ถือเป็นตัวอย่างของชุมชนในเมืองที่จัดทำครัวเพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนที่เดือดร้อน เน้นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ เช่น ตกงาน ผู้สูงอายุ พิการ คนป่วย เด็ก ฯลฯ และยังแบ่งปันไปยังชุมชนใกล้เคียง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนบ้านเอื้ออาทรสวนพลู&amp;nbsp; ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ทำอาหารแจกครั้งละ 400 กล่อง (คน) ต่อครั้ง โดยเดือนหนึ่งจะทำ&amp;nbsp; 20 วัน หากมีผู้บริจาคหรือมีอาหารมาสมทบก็จะทำเพิ่มเป็นเกือบทุกวัน&amp;nbsp; รวมแล้วไม่ต่ำกว่าเดือนละ 8,000 กล่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมสุข&amp;nbsp; บัญญะบัญชา&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่ชุมชนและชาวบ้านที่เดือดร้อนเป็นเจ้าของโครงการ ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; สนับสนุนงบประมาณและความรู้&amp;nbsp; ทำให้ชาวชุมชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และเมื่อแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว ยังทำเรื่องอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเกิดปัญหาโควิด ชุมชนที่ทำเรื่องบ้านมั่นคง&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนผู้มีรายได้น้อยต่างๆ&amp;nbsp; จึงทำเรื่องครัวชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือกันในช่วงนี้ และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว รวมทั้งปัญหาเรื่องอื่นๆ ต่อไป โดยใช้เรื่องโควิดเป็นเครื่องมือ เพื่อรวมคนมาทำงานช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; สมสุขกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมน้ำใจสู้ภัยโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการระดมทุนของชาวชุมชนเพื่อจัดทำครัวแล้ว&amp;nbsp; น้ำใจจากภาคเอกชนยังหลั่งไหลเข้ามาสมทบการจัดทำครัวในครั้งนี้ด้วย โดยมอบเงิน ข้าวสาร สิ่งของ ผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เพื่อนำไปมอบให้เครือข่ายองค์กรชุมชนสู้ภัยโควิด-19&amp;nbsp; และกระจายสู่ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม กลุ่มนิสิตเก่า น้องใหม่จุฬาฯ รุ่น 2514&amp;nbsp; มอบข้าวสารและเงิน รวม 331,000 บาท โครงการปันกันกิน โดยเครือข่ายเพื่อนปลูกเพื่อนกินมอบข้าวสารหอมมะลิอินทรีย์&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 3,500 กิโลกรัม บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด มอบแอลกอฮอล์เพื่อใช้ล้างมือ จำนวน 600 ลิตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ได้มอบความช่วยเหลือการ จัดทำครัวให้แก่&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปมอบให้แก่ชุมชนต่างๆ ต่อไป เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มอบงบประมาณสนับสนุน ตัวแทนเครือข่ายชาวนาจังหวัดยโสธร มอบข้าวสาร 3.5 ตัน บริษัท TESCO LOTUS และบริษัท&amp;nbsp; เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) มอบผักสด ไก่สด ข้าวกล่อง บริษัทหยั่นหว่อหยุ่น มอบเครื่องปรุงอาหาร บริษัท เอช เค ฟาร์มาซูติคอล จํากัด มอบยาสามัญประจำบ้าน สถาบันพระปกเกล้า มอบอาหารสุขภาพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้หน่วยงานและบุคคลที่จะสมทบเงิน อาหารสด-แห้ง เพื่อใช้จัดทำครัวชุมชน หรือสิ่งของเพื่อป้องกันไวรัส COVID&amp;nbsp; ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย บัญชีเลขที่ 095-0-23881-3 ชื่อบัญชี เครือข่ายองค์กรชุมชนสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แปลงผักของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางใช้ที่ดิน 400 ตารางวาปลูกผักต่างๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนวังทองหลาง-ชุมชนเฟื่องฟ้าสร้างแหล่งอาหารระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม&amp;nbsp; เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชุมชนตั้งอยู่ในย่านวัดเทพลีลา (ใกล้ ม.รามคำแหง)&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; มีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวน 5,294&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ&amp;nbsp; 27,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ส่วนให&amp;shy;่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; มีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; ลูกจ้างร้านอาหาร&amp;nbsp; ผับ&amp;nbsp; บาร์&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ได้รับผล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทบในช่วงโควิด&amp;nbsp; เนื่องจากถูกเลิกจ้าง&amp;nbsp; พักงาน&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนฯ จึงให้สมาชิกแต่ละชุมชนสำรวจข้อมูล&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนประมาณ&amp;nbsp; 1,300 คน&amp;nbsp; จึงจัดทำครัวกลางเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวชุมชนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; โดยจัดทำข้าวกล่องแจกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; ครั้งละ 400-500 กล่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้งบประมาณเริ่มแรกจากกองทุนสวัสดิการชุมชน (กองทุนวันละบาทที่สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อนำมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; ก่อตั้งในปี 2551 ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 3 ล้านบาท) และเงินสนับสนุนจากสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; รวมทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 130,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำครัวกลางจะช่วยแก้ปัญ&amp;shy;หาได้เฉพาะหน้า&amp;nbsp; แต่ไม่ยั่งยืน&amp;nbsp; เราจึงคิดว่าชุมชนควรจะสร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; เพราะเรามีพื้นที่อยู่แล้วเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์&amp;nbsp; เนื้อที่&amp;nbsp; 400 ตารางวา&amp;nbsp; จึงเริ่มปลูกผักตั้งแต่เดือนมีนาคม&amp;nbsp; มีผักบุ้ง&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; เป็นผักอินทรีย์&amp;nbsp; ตอนนี้เก็บเอามาทำกับข้าวได้แล้ว&amp;nbsp; และเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์อีก 6 บ่อ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้คงจะไม่เพียงพอ&amp;nbsp; เพราะมีผู้เดือดร้อนเพิ่มมากขึ้นเป็น 2,000 คน&amp;nbsp; ฉะนั้นทุกครัวเรือนจะต้องช่วยกันสร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; คืออย่างน้อยต้องปลูกผักกินเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เลขาฯ สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางบอก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นุชจรีบอกด้วยว่า&amp;nbsp; แม้จะมีพื้นที่เล็กน้อย&amp;nbsp; แต่ก็สามารถปลูกผักสวนครัวในกระถาง&amp;nbsp; ตะกร้า&amp;nbsp; หรือสวนครัวแนวตั้ง&amp;nbsp; ถ้าทำทุกครัวเรือนก็จะเพียงพอ ถ้าขาดเหลือ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีผัก&amp;nbsp; แต่ไม่มีน้ำมันจะผัดก็มาเอาที่ส่วนกลางเรามีให้&amp;nbsp; โดยสภาฯ จะแจกเมล็ดพันธุ์ให้ทุกครัวเรือนไปปลูก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ถั่วงอก&amp;nbsp; ทานตะวัน&amp;nbsp; ใช้เวลาประมาณ 7 วันก็เอาถั่วงอกหรือต้นอ่อนทานตะวันมาทำอาหารกินได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สภาฯ ยังมีแผนจะส่งเสริมเรื่องกลุ่มอาชีพเพื่อให้คนที่ว่างงาน&amp;nbsp; กลุ่มแม่บ้าน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เย็บผ้า&amp;nbsp; หรือทำอาหารขาย&amp;nbsp; เชื่อมโยงกับเครือข่ายบ้านมั่นคงทั่วประเทศ&amp;nbsp; ค้าขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้ากันทางออนไลน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; เรามีมอเตอร์ไซค์รับจ้างในชุมชนอยู่แล้ว&amp;nbsp; สามารถใช้รับส่งสินค้าหรืออาหารได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจะสนับสนุนให้แต่ละครัวเรือนทำบั&amp;shy;ญชีรับ-จ่าย&amp;nbsp; เพื่อให้รู้รายจ่ายที่ไม่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;จำเป็นและตัดออกไป &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผลผลิตจากสวนครัวชุมชนเฟื่องฟ้า เขตประเวศ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผุสดี&amp;nbsp; ปั้นเลิศ&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้ามี 85 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรเกือบ 300 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ว่างในชุมชนประมาณ 30 ตารางวา&amp;nbsp; จึงใช้ทำสวนครัว&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; ผักกาด&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; บวบ&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; มะละกอ&amp;nbsp; ตะไคร้&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อมีสถานการณ์โควิดจึงเอาผักมาแจกชาวบ้าน&amp;nbsp; และเอาผักมาทำครัวกลาง&amp;nbsp; ตอนแรกใช้เงินจากการระดมทุนกันเองของชาวบ้านที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล (เงินเยียวยา 5,000 บาท)&amp;nbsp; ช่วยกันคนละ 300-500 บาท&amp;nbsp; ได้เงินประมาณ 40,000 บาท&amp;nbsp; เอามาเป็นทุนทำครัวกลาง&amp;nbsp; บางคนก็เอาข้าวสาร&amp;nbsp; เอาไข่ไก่มาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนแรกเราทำอาหารแจกเฉพาะคนที่เดือดร้อนในชุมชนก่อน&amp;nbsp; เมื่อได้รับบริจาคข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้งจากเอกชน&amp;nbsp; และ พอช.ช่วยสนับสนุนงบประมาณ&amp;nbsp; ตอนนี้เราทำแจกชุมชนอื่นๆ&amp;nbsp; ในเขตประเวศด้วย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 10 ชุมชน&amp;nbsp; ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง&amp;nbsp; ครั้งละ 500 ถุง&amp;nbsp; เน้นเป็นกับข้าว&amp;nbsp; หรือแกง&amp;nbsp; เพื่อให้กินกันได้หลายคน&amp;nbsp; แบ่งกันกินก่อนในช่วงนี้&amp;nbsp; แม่ซดน้ำแกง&amp;nbsp; ลูกกินเนื้อ&amp;nbsp; และแจกสลับกันไป&amp;nbsp; เพื่อให้ทั่วถึงกันทุกคน...ส่วนเมนูเด็ดของเราก็คือ&amp;nbsp; แกงคั่วเนื้อใส่มะเขือพวง&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; เข้มข้นเพราะใช้กะทิคั้นเอง&amp;nbsp; และแม่ครัวเป็นคนทำอาหารขายอยู่แล้ว&amp;nbsp; แกงคั่วเนื้อของเราจึงอร่อย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผุสดีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการสร้างแหล่งอาหารในชุมชนในเขตวังทองหลางและชุมชนเฟื่องฟ้าแล้ว&amp;nbsp; ขณะนี้มีหลายชุมชนที่ใช้พื้นที่ว่างในชุมชนเป็นแปลงปลูกผักต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; เขตสาธร&amp;nbsp; ชุมชนมั่นคง&amp;nbsp; 133&amp;nbsp; เขตบางบอน&amp;nbsp; (เพาะเห็ดต่างๆ)&amp;nbsp; ชุมชนวัดกู้&amp;nbsp; จ.นนทบุรี ฯลฯ&amp;nbsp; ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ&amp;nbsp; แต่หากทุกครัวเรือน&amp;nbsp; ทุกชุมชน&amp;nbsp; ช่วยกันปลูก&amp;nbsp; อย่างน้อยๆ ก็ยังมีผักแบ่งปันกันกิน&amp;nbsp; จะผัด&amp;nbsp; จะแกงก็ปลอดภัยจากสารเคมี&amp;nbsp; แถมยังประหยัดเงินได้อีกไม่น้อย...&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;lsquo;ตู้ปันสุข-ตู้กับข้าว&amp;rsquo; จากคนจนถึงคนที่ยากลำบากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;ตู้ปันสุข&amp;rsquo; ไม่ว่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากที่ไหน&amp;nbsp; เริ่มจากใคร&amp;nbsp; แต่วันนี้เมล็ดพันธุ์แห่งความดีได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด&amp;nbsp; ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 800 ตู้&amp;nbsp; ในจำนวนนี้มีตู้ปันสุข-ตู้กับข้าวที่เกิดจากความปรารถนาดีของพี่น้องคนจนในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศที่เผื่อแผ่ไปถึงผู้ที่ได้รับความยากลำบากกว่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่จังหวัดสุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดใจ&amp;nbsp; มิ่งพฤกษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาเมืองสุรินทร์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ช่วงเกิดโควิดใหม่ๆ&amp;nbsp; พี่น้องชุมชนก็มาช่วยกันทำหน้ากากอนามัย&amp;nbsp; โดยเอาเงินจากกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;เอามาซื้อของช่วยกันทำหน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; หลังจากนั้นก็เอาไปซื้อข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; แจกคนที่เดือดร้อนก่อน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 5 กิโลกรัม&amp;nbsp; บางครอบครัวลำบากมาก&amp;nbsp; พอได้ข้าวสารก็ร้องไห้เลย&amp;nbsp; เพราะไม่คิดว่าพี่น้องคนจนด้วยกันจะมีน้ำใจมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; ช่วงนั้นเครือข่ายฯ ซื้อข้าวสารแจกเกือบ 6,000 กิโลกรัม&amp;nbsp; คิดเป็นเงินนับแสนบาท หลังจากนั้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์จึงเข้ามาช่วยสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต่อมาเราจึงเริ่มทำตู้กับข้าว&amp;nbsp; เอาข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้งมาใส่ตู้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนแรกเราคิดว่าพอเอากับข้าวไปใส่ตู้&amp;nbsp; ไม่นานก็คงจะหมด&amp;nbsp; บางคนบอกว่าแม้แต่ตู้ก็คงจะไม่เหลือ&amp;nbsp; แต่มันไม่เป็นไปตามนั้น&amp;nbsp; เพราะบางคนพอได้ปลากระป๋องก็เอาไปทำเป็นกับข้าว&amp;nbsp; ทำน้ำพริกปลากระป๋อง&amp;nbsp; แล้วเอามาใส่ตู้&amp;nbsp; เอามาเผื่อคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีครัวจะทำอาหาร&amp;nbsp; เพราะถ้าได้ปลากระป๋อง&amp;nbsp; ได้ไข่&amp;nbsp; ได้บะหมี่ซอง&amp;nbsp; เขาก็ไม่รู้จะเอาไปทำกินอย่างไร&amp;nbsp; เพราะบางคนอาศัยนอนตามศาลาริมถนน&amp;nbsp; ตามที่สาธารณะ ตอนนี้ตู้กับข้าวของเราก็จะมีของที่กินได้เลย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ก๋วยเตี๋ยวแห้ง&amp;nbsp; บะหมี่แห้ง&amp;nbsp; ข้าวผัด&amp;nbsp; ข้าวผัดกะเพรา&amp;nbsp; วันละ 20-30 ห่อ&amp;nbsp; มีน้ำดื่ม เพื่อให้คนที่ยากลำบากได้เอาไปกิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;สุดใจบอกและว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์มีตู้ปันน้ำใจรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 จุด&amp;nbsp; โดยมีตู้กับข้าวของเครือข่ายพัฒนาเมืองสุรินทร์กระจายอยู่ 3 จุด&amp;nbsp; แบ่งปันอาหารให้คนจน&amp;nbsp; คนจร&amp;nbsp; คนเก็บขยะ&amp;nbsp; คนถีบสามล้อ&amp;nbsp; รวมทั้งคนในชุมชนได้เอาไปกิน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เอาอาหาร-น้ำดื่มมาเติมใส่ตู้&amp;nbsp; เป็นสายธารน้ำใจที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;ldquo;โควิดครั้งนี้มันให้บทเรียนแก่ชาวชุมชนหลายอย่าง&amp;nbsp; คือ 1.ถ้าเราไม่เตรียมตัว&amp;nbsp; ใช้ชีวิตสนุกสนาน&amp;nbsp; ฮาเฮ&amp;nbsp; ไม่เก็บออมเงิน&amp;nbsp; พอเราไม่มีงาน &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตกงาน&amp;nbsp; ไม่มีเงิน&amp;nbsp; ชีวิตมันจะช็อตทันที&amp;nbsp; 2.ถ้าชาวชุมชนไม่รวมตัวกัน ไม่ช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; ไม่มีกองทุนต่างๆ&amp;nbsp; เราก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน&amp;nbsp; แต่เพราะเรามีกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; หรือกองทุนวันละบาท&amp;nbsp; มีกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; มีกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดหรือเกิดภัยพิบัติเราก็เอาเงินตรงนี้มาช่วยเหลือกันได้&amp;nbsp; อย่างน้อยๆ ก็มีข้าวกิน&amp;nbsp; มีแรงที่จะสู้ต่อ...&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;และ 3.เกิดน้ำใจ&amp;nbsp; เกิดความช่วยเหลือกันในยามยากลำบาก&amp;nbsp; โดยเฉพาะพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; คนยากคนจน&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อก่อนคนอื่นอาจจะมองว่า&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเขาเคยรอรับแต่ความช่วยเหลือ&amp;nbsp; แต่คราวนี้เราเห็นว่าเขาก็มาช่วยคนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; คนที่ยากลำบากกว่า&amp;nbsp; เอาอาหาร&amp;nbsp; เอาข้าวปลามาให้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;เป็นการช่วยเหลือกันในยามยากจริง ๆ&amp;rdquo; สุดใจพูดถึงบทเรียนที่ได้ในครั้งนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนช่วยกันเย็บหน้ากากอนามัยชนิดผ้า)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;ล้านแล้วจ้า.. !!&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการฯ ทำหน้ากากผ้าอนามัยครบ 1 ล้านชิ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อยอดผลิตขายส่งอเมริกา-เยอรมัน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยครบ 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; แจกจ่ายให้แก่พี่น้องชาวชุมชนและผู้ด้อยโอกาสใช้ใส่ป้องกันเชื้อโควิด&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังร่วมกันดูแลช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกพืชผักสร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; แจกจ่ายถุงยังชีพ&amp;nbsp; มอบสิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; และมีแผนฟื้นฟูเรื่องอาชีพและรายได้หลังสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; ด้านเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดลำปางต่อยอดรับจ้างผลิตหน้ากากอนามัยส่งจำหน่ายยุโรปและอเมริกากว่า 1 แสนชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; ทำให้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อเกิดความขาดแคลน&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนให้เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ&amp;nbsp; ตัดเย็บหน้ากากอนามัยชนิดผ้าตั้งแต่เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยใช้งบประมาณของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; องค์กรชุมชนแต่ละแห่ง&amp;nbsp; รวมทั้งเงินสมทบจาก&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; ผลิตหน้ากากอนามัยชนิดผ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้ผ้าที่ไม่มีความระคายเคืองต่อใบหน้า&amp;nbsp; หรือผ้าที่ใช้กับเด็กทารก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผ้ามัสลิน&amp;nbsp; ผ้าสาลู&amp;nbsp; และผ้าสำลี&amp;nbsp; ใช้แรงงานอาสาสมัครในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มแม่บ้าน&amp;nbsp; ใช้จักรเย็บผ้า&amp;nbsp; แต่หากไม่มีสามารถใช้เข็มเย็บผ้าแทนได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายผลิตหน้ากากผ้าอนามัยครบ 1 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;กล่าวว่า&amp;nbsp; สถานการณ์ไวรัส COVID-19&amp;nbsp; เป็นเรื่องให&amp;shy;่&amp;nbsp; เป็นโจทย์ของมนุษยชาติ&amp;nbsp; ทุกฝ่ายจึงต้องรวมพลังกัน&amp;nbsp; ซึ่งในส่วนของ พอช.ทำงานในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; มีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 6,027 กองทุน&amp;nbsp; มีเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน 7,789&amp;nbsp; แห่ง&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง 1,133&amp;nbsp; พื้นที่&amp;nbsp; และพื้นที่เศรษฐกิจและทุนชุมชน 500 ตำบล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช.จึงสนับสนุนให้กลุ่มและองค์กรเหล่านี้ผลิตหน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และ&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; โดยผลิตตามความสามารถและความพร้อมของแต่ละกลุ่ม/องค์กร&amp;nbsp; ตั้งแต่ 300-10,000&amp;nbsp; ชิ้น&amp;nbsp; เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในชุมชน&amp;nbsp; โดยมีกลุ่มที่ร่วมผลิตไม่ต่ำกว่า 200 กลุ่ม&amp;nbsp; ใน 50 จังหวัด ขณะนี้ (20 พฤษภาคม) ผลิตและแจกจ่ายประชาชนไปแล้วประมาณ&amp;nbsp; 1 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ พอช.จะใช้กลไกต่างๆ เหล่านี้ที่มีอยู่ทั้ง 77 จังหวัดร่วมมือกับภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&amp;nbsp; คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ&amp;nbsp; และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ &amp;nbsp;ลงไปทำงานในชุมชนในระดับตำบลร่วมกับท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; โดยมี 1.แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน&amp;nbsp; เป็นแผนเชิงรุก&amp;nbsp; เพื่อป้องกัน&amp;nbsp; ฟื้นฟู&amp;nbsp; และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID&amp;nbsp; และ 2.แผนรับมือผลกระทบจากผู้ตกงานที่กลับคืนสู่ชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; ผ่านโครงการและกลไกที่ พอช.มีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; พื้นที่ตำบลเศรษฐกิจและทุนชุมชน&amp;rdquo; รอง ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;กองบุ&amp;shy;คุณธรรมฯ เมืองลีง จ.สุรินทร์ หนุนชุมชนสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเชียร&amp;nbsp; สัตตธารา&amp;nbsp; เลขานุการกองบุ&amp;shy;คุณธรรมเพื่อจัดสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองลีง&amp;nbsp; อ.จอมพระ&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ร่วมจัดทำหน้ากากอนามัยแจกจ่ายประชาชน&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; หน้ากากอนามัยขาดแคลนและมีราคาแพง&amp;nbsp; และหากรองบประมาณจากหน่วยงานรัฐมาช่วยเหลือคงจะใช้เวลานาน&amp;nbsp; กองบุ&amp;shy;คุณธรรมฯ จึงขออนุมัติจากคณะกรรมการใช้เงินของกองบุ&amp;shy;ฯ จำนวน 10,000 บาท&amp;nbsp; จัดซื้อผ้าและวัสดุต่างๆ มาให้อาสาสมัครในตำบลช่วยกันทำ&amp;nbsp; มีคนมาช่วยตัดเย็บหน้ากากประมาณ 10 คน&amp;nbsp; เริ่มทำในเดือนมีนาคม&amp;nbsp; จำนวน 1,000 ชิ้น&amp;nbsp; แจกจ่ายประชาชนกลุ่มเสี่ยงก่อน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนหลังจึงได้งบประมาณจาก อบต.มาจัดทำหน้ากากอนามัยผ้าอีก 1 หมื่นชิ้น&amp;nbsp; แจกจ่ายให้ประชาชนได้ทั่วทั้งตำบล&amp;nbsp; นอกจากนี้กองบุ&amp;shy;ฯ ยังนำเมล็ดพันธุ์ผักมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนใช้ปลูกกินในครัวเรือน&amp;nbsp; ประมาณ 500 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีเมล็ดพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; ถั่วฝักยาว&amp;nbsp; บวบเหลี่ยม&amp;nbsp; ผักชี&amp;nbsp; ผักกวางตุ้ง&amp;nbsp; เนื่องจากช่วงนั้นผักขาดแคลน&amp;nbsp; ตลาดก็ปิด&amp;nbsp; เราจึงส่งเสริมการปลูกผักเอามาทำอาหาร&amp;nbsp; รวมทั้งเพาะชำกล้าไม้ต่างๆ ที่เป็นอาหาร&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนเอาไปปลูกกิน&amp;nbsp; หากเกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นมาอีก&amp;nbsp; เราจะได้มีแหล่งอาหารสำรอง&amp;nbsp; ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิเชียรบอก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองบุ&amp;shy;คุณธรรมเพื่อจัดสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองลีง&amp;nbsp; เป็น 1 ใน 8&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับรางวัล &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rsquo; ตามแนวคิด &amp;lsquo;จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ของ ดร.ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2563&amp;nbsp; โดยมีความโดดเด่นเรื่องการสนับสนุนให้สมาชิกกองบุ&amp;shy;ฯ สร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสนับสนุนให้สมาชิกทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; อนุรักษ์การเลี้ยงควาย&amp;nbsp; เพื่อนำมูลควายมาทำปุ๋ย&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงควายจำนวน 882 ตัว&amp;nbsp; ได้มูลควายประมาณปีละ 1,865 ตัน&amp;nbsp; หากควายออกลูกกองบุ&amp;shy;ฯ จะให้เงินสนับสนุนตัวละ 200 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กองบุ&amp;shy;ฯ ยังช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ รวม 13 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร 500 บาท&amp;nbsp; เสียชีวิต (ตามอายุการเป็นสมาชิก) 2,500-15,000 บาท ภัยพิบัติ&amp;nbsp; ไฟไหม้&amp;nbsp; 1,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสมาชิก&amp;nbsp; 2,030 คน&amp;nbsp; มีเงินกองบุ&amp;shy;ฯ รวม 2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; สมาชิกต้องสมทบเงินเข้ากองบุ&amp;shy;ฯ ปีละ 370 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำาบลบ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี มอบอาหารแห้งให้ผู้ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์โควิด)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้องฟื้นฟูอาชีพหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุวัฒน์&amp;nbsp; ดาวเรือง &amp;nbsp;ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้อง&amp;nbsp; อ.เวียงสระ&amp;nbsp; จ.สุราษฏร์ธานี&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการฯ ร่วมกับกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในอำเภอเวียงสระตัดเย็บหน้ากากอนามัยผ้า&amp;nbsp; จำนวน 10,000 ชิ้น&amp;nbsp; แจกจ่ายให้แก่ประชาชนในอำเภอเสร็จไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และขณะนี้กำลังจัดทำถุงยังชีพมอบให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; เช่น คนพิการ&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp; เพราะขาดรายได้&amp;nbsp; หรือไม่มีงานทำในช่วงนี้&amp;nbsp; โดยใช้งบประมาณของกองทุนฯ ประมาณ 250,000 บาท&amp;nbsp; ทำถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร&amp;nbsp; น้ำมันพืช น้ำปลา ปลากระป๋อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ ได้จัดทีมอาสาสมัครลงไปตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงร่วมกับเจ้าหน้าที่อนามัย&amp;nbsp; และ อสม.ในหมู่บ้านต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าระวังเรื่องการแพร่เชื้อด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ บอกถึงบทบาทของกองทุนสวัสดิการในช่วงสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดทำให้ชาวบ้านและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้อง&amp;nbsp; ซึ่งปกติจะมีรายได้จากการขายผลไม้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; มังคุด&amp;nbsp; รวมทั้งการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำตก 357&amp;nbsp; ต้องปิดตัว&amp;nbsp; ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามา&amp;nbsp; จึงทำให้ขาดรายได้&amp;nbsp; กองทุนฯ จึงมีแผนที่จะฟื้นฟูเรื่องเศรษฐกิจและรายได้&amp;nbsp; โดยจะส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตจากชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำทุเรียนมาทอดกรอบ&amp;nbsp; กวน&amp;nbsp; นำมังคุดมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้และขนมต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถขายได้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; โดยจะให้กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ เป็นฝ่ายจำหน่ายสินค้าทางสื่อออนไลน์&amp;nbsp; และนำผลกำไรส่วนหนึ่งมาสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการฯ&amp;nbsp; เพื่อนำไปช่วยเหลือสมาชิกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้&amp;nbsp; ถ้าหมดปั&amp;shy;ญหาเรื่องโควิดแล้ว&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการฯ จะฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ขึ้นมาใหม่&amp;nbsp; เพราะเรามีแหล่งท่องเที่ยวหลายอย่าง&amp;nbsp; ถ้ามีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา&amp;nbsp; ชาวบ้านและสมาชิกกองทุนฯ ก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวและการขายสินค้าชุมชนด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้องกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่างหน้ากากอนามัยที่เครือข่ายกองทุนสวัสดิการฯ จ.ลำาปาง ผลิตส่งต่างประเทศ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการ จ.ลำปางผลิตหน้ากากอนามัยส่งขายอเมริกา-ยุโรป &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุพิน&amp;nbsp; เถาเปี้ยปลูก &amp;nbsp;ประธานกองทุนสวัสดิการออมบุ&amp;shy;วันละ 1 บาทเพื่อสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; เทศบาลเมืองล้อมแรด&amp;nbsp; อ.เถิน&amp;nbsp; จ.ลำปาง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ในช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศไทยนั้น&amp;nbsp; เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัดลำปาง (ประมาณ 110 กองทุน) ได้ช่วยกันผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกจ่ายประชาชนรวมกันแล้วหลายหมื่นชิ้น&amp;nbsp; บางกองทุนฯ จัดซื้อเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยแจกจ่ายให้แก่สมาชิกและผู้ด้อยโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการที่เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดลำปางผลิตหน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ซึ่งส่วนให&amp;shy;่จะเย็บด้วยเครื่องจักร&amp;nbsp; เพราะแต่ละพื้นที่จะมีกลุ่มแม่บ้าน&amp;nbsp; มีกลุ่มอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่แล้ว&amp;nbsp; จึงเย็บหน้ากากได้ประณีต&amp;nbsp; เรียบร้อย&amp;nbsp; จึงมีบริษัทส่งออกมาจ้างให้สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัดลำปาง&amp;nbsp; ผลิตหน้ากากผ้าเพื่อใช้ป้องกันเชื้อโควิดส่งไปขายที่ประเทศเยอรมันและสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp; เพราะที่นั่นมีคนติดเชื้อและตายเยอะ&amp;nbsp; หน้ากากก็ขาดแคลน&amp;nbsp; จึงมาว่าจ้างกองทุนฯ ผลิต ให้ค่าแรงชิ้นละ 3 บาท&amp;nbsp; ส่วนผ้าและวัสดุต่างๆ&amp;nbsp; บริษัทจะเอามาให้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ยุพินบอก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุพินบอกด้วยว่า&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการฯ เทศบาลเมืองล้อมแรด&amp;nbsp; ได้รับการว่าจ้างในช่วงแรกจำนวน&amp;nbsp; 2,000 ชิ้น&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังเร่งผลิต&amp;nbsp; โดยกระจายให้สมาชิกที่มีจักรเย็บผ้านำไปเย็บ&amp;nbsp; โดยทางบริษัทจะเอาผ้ามาส่งและรับหน้ากากที่เย็บเสร็จแล้วเอากลับไปสัปดาห์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; รวมแล้วในขณะนี้มีการว่าจ้างผลิตหน้ากากผ่านเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดลำปางไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น&amp;nbsp; ทำให้สมาชิกมีรายได้รวมกันในช่วงนี้ไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือบางตัวอย่างของบทบาทกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ช่วยเหลือสมาชิกในช่วงสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีแผนฟื้นฟูเรื่องอาชีพและรายได้ให้แก่สมาชิก&amp;nbsp; ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 6,027 กองทุน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสมาชิกรวม 5,807,860 คน&amp;nbsp; และมีเงินกองทุนรวมกันกว่า 16,000 ล้านบาท&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้วกว่า 2 ล้านคน รวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท...!!&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;เสียงสะท้อนจากชุมชน....&amp;lsquo;คนไร้เสียง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;โดย...ธิปไตย&amp;nbsp; ฉายบุ&amp;shy;ญครอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องราวของชุมชน &amp;lsquo;คนไร้เสียง&amp;rsquo;&amp;nbsp; ถูกเปิดเผยขึ้น &amp;nbsp;เมื่อเฟซบุ๊ก &amp;lsquo;หยืด ฅนเพื่อชีวิต&amp;rsquo;&amp;nbsp; โพสต์ข้อความเพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่ชุมชนผู้พิการทางการพูดหรือการได้ยิน (คนใบ้และหูหนวก) ที่อาศัยอยู่บริเวณใต้สะพานข้ามคลองสามเสนใน&amp;nbsp; ถนนพระราม 9&amp;nbsp; พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่รวมทั้งหมด 65 ครอบครัว&amp;nbsp; ประมาณ 130 คน&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เพราะไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ตามปกติ &amp;nbsp;ทำให้ไม่มีเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;ชีวิตใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชุมชนแห่งนี้ปลูกสร้างห้องพักติดๆ กันอยู่ใต้สะพานข้ามคลอง&amp;nbsp; และแบ่งกั้นเป็นห้องเล็กๆ คับแคบ&amp;nbsp; สร้างขึ้นมาจากเศษไม้อัด&amp;nbsp; แผ่นป้ายไวนิล&amp;nbsp; หรือวัสดุต่างๆ ที่พอจะหาได้&amp;nbsp; โดยมีสะพานคอนกรีตขนาดให&amp;shy;่เป็นหลังคาบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; กันแดดและฝนได้ดี&amp;nbsp; แต่อากาศค่อนข้างร้อนและอับ&amp;nbsp; คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นควันจากยวดยานต่างๆ ที่แล่นผ่านไปมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนที่นี่ไม่อยู่ในสารบบของ กทม. เพราะเป็นชุมชนบุกรุกอยู่ใต้สะพาน&amp;nbsp; ที่ผ่านมาจึงไม่มีหน่วยงานใดยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ&amp;nbsp; พวกเขาจึงอยู่กันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; ส่วนให&amp;shy;่เป็นผู้พิการทางการได้ยินและการพูด&amp;nbsp; ใช้ภาษามือในการสื่อสารกัน&amp;nbsp; ทำมาหากินเป็นรายวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พนักงานทำความสะอาดตามบริษัทห้างร้านต่างๆ&amp;nbsp; ทำสวน&amp;nbsp; บางคนเก็บขยะรีไซเคิลขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล และขายเทียนหอมบรรจุในถ้วยแก้วตามร้านอาหารต่างๆ ในสถานบันเทิงย่านอาร์ซีเอช่วงเวลากลางคืน&amp;nbsp; เมื่อ กทม.และรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; สถานบริการต่างๆ&amp;nbsp; ถูกปิดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนในชุมชนใต้สะพานเกือบทั้งหมดไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้เหมือนเดิม&amp;nbsp; จึงขาดรายได้ที่จะมาจุนเจือครอบครัว เงินทองที่มีอยู่เล็กน้อยจึงหร่อยหรอไป&amp;nbsp; อาหารการกินเริ่มอัตคัตขาดแคลน&amp;nbsp; เกิดความเดือดร้อนไปทั่วชุมชน&amp;nbsp; แต่ไม่รู้จะไปบอกใคร&amp;nbsp; เพราะพูดไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;ชา&amp;shy;ณรงค์ เหมือนปั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;เจ้าของเฟสบุ๊ค &amp;lsquo;หยืด ฅนเพื่อชีวิต&amp;rsquo; เล่าว่า&amp;nbsp; เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปเจอชุมชนผู้พิการแห่งนี้ด้วยความบังเอิ&amp;shy;&amp;nbsp; โดยวันนั้นเขาได้เดินทางลงพื้นที่ไปสำรวจชุมชนภายใต้โครงการ &amp;nbsp;&amp;lsquo;สำรวจให้พบ จบที่ชุมชน&amp;rsquo; ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลส่งให้กระทรวง พม. และให้ความช่วยเหลือต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมสงสัยว่าเป็นคนกลุ่มไหนจึงมาอาศัยอยู่ใต้สะพาน&amp;nbsp; จึงจอดมอเตอร์ไซค์แวะลงไปสอบถาม&amp;nbsp; ตอนแรกเพียงจะไปถามว่าพวกเขาได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; หรือต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ?&amp;nbsp; ในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; พอไปสอบถามจึงรู้ว่าพวกเขาส่วนให&amp;shy;่เป็นคนพิการ&amp;nbsp; พูดไม่ได้&amp;nbsp; แต่มีบางคนที่พูดได้ช่วยเป็นล่าม&amp;nbsp; บอกว่าตอนนี้พวกเขาเดือดร้อนกันมาก&amp;nbsp; เพราะอาร์ซีเอซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเขาถูกสั่งปิด&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชา&amp;shy;ณรงค์เล่าความเป็นมา &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นเขาจึงได้โพสต์เรื่องราวความเดือดร้อนของชุมชนคนพิการใต้สะพานลงในเฟสบุ๊ค&amp;nbsp; ทำให้ผู้คนได้รับรู้เรื่องราวของชาวชุมชน&amp;nbsp; และมีผู้คนเข้าไปเยี่ยมชุมชน&amp;nbsp; นำอาหารไปแบ่งปัน รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้กับสมาชิกในชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งมีทั้งเด็กเล็ก&amp;nbsp; คนชรา&amp;nbsp; ผู้ป่วย&amp;nbsp; และคนตกงานกว่า 130 ชีวิตช่วยต่อลมหายใจของพวกเขาให้ยืดออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตุ๊กตา นางฟ้าใต้สะพาน)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;lsquo;ตุ๊กตา&amp;rsquo; นางฟ้าใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;บุษบา โพธิ์นิ่มแดง&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;ตุ๊กตา&amp;rsquo;&amp;nbsp; สาวน้อยในชุมชนใต้สะพานแห่งนี้&amp;nbsp; ผู้ที่ช่วยเป็นล่ามสื่อสารให้คนภายนอกเข้าใจภาษามือ&amp;nbsp; รวมทั้งยังเป็นผู้ประสานงานต่างๆ ให้กับชุมชน&amp;nbsp; เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp; เธอเกิดที่นี่&amp;nbsp; ครอบครัวของเธอเป็นผู้พิการทางการพูดและการได้ยิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 คน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; คุณพ่อ&amp;nbsp; คุณแม่&amp;nbsp; พี่ชาย&amp;nbsp; และน้องสาว&amp;nbsp; ทั้ง 4 คนพูดไม่ได้&amp;nbsp; มีเธอคนเดียวที่พูดได้&amp;nbsp; เธอจึงเป็นเสมือนล่ามประจำครอบครัวและชุมชน&amp;nbsp; ใครมีเรื่องที่ต้องติดต่อกับคนภายนอกหรือคนปกติทั่วไปก็มักจะมาอาศัยไหว้วานให้เธอเป็นธุระให้&amp;nbsp; ซึ่งเธอก็ยินดีและช่วยเหลืออย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันตุ๊กตาทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง&amp;nbsp; เรียนจบปริ&amp;shy;&amp;shy;าตรีจาก ม.ราชภัฏจันทรเกษม&amp;nbsp; ด้านการจัดการ&amp;nbsp; ส่วนภาษามือเธอก็ไม่ได้ไปเรียนมา&amp;nbsp; คงจะเกิดจากการที่คลุกคลีกับสภาพแวดล้อมแบบนี้มาตั้งแต่เกิด&amp;nbsp; ต้องใช้สื่อสารพูดคุยกับครอบครัวในการใช้ชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; รวมทั้งการสื่อสารกับคนอื่นๆ ในชุมชน&amp;nbsp; โดยใช้ภาษามือทุกวันจนเกิดความชำนา&amp;shy;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ในชุมชนนี้มีคนที่สื่อสารกับคนพิการได้ไม่กี่คน) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตุ๊กตา&amp;nbsp; เล่าต่อว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนชุมชนที่นี่ยังมีคนมาอยู่ไม่เยอะ&amp;nbsp; แรกเริ่มทีเดียวคุณพ่อของเธอได้เข้ามาอยู่อาศัยที่ใต้สะพานแห่งนี้เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว&amp;nbsp; โดยเปิดร้านรับจ้างเชื่อมโลหะอยู่บริเวณนี้ (ข้างโรงพยาบาลปิยะเวชในปัจจุบัน) ต่อมามีลูกน้องเพิ่มขึ้นอีกหลายคน&amp;nbsp; พวกเขามีทั้งคนที่พูดได้และพูดไม่ได้&amp;nbsp; ส่วนให&amp;shy;่มาจากต่างจังหวัดเข้ามาหางานทำ&amp;nbsp; เมื่อมาทำงานกับคุณพ่อ&amp;nbsp; พวกเขาจึงช่วยกันสร้างห้องพักอยู่ใต้สะพานข้ามคลองสามเสนใน&amp;nbsp; โดยใช้วัสดุที่พอจะหาได้&amp;nbsp; ไม่ต้องซื้อหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แผ่นไม้&amp;nbsp; แผ่นป้ายโฆษณาต่างๆ&amp;nbsp; กั้นเป็นห้องติดกันทำให้ประหยัดวัสดุและเนื้อที่&amp;nbsp; ส่วนหลังคาไม่ต้องทำ&amp;nbsp; เพราะมีสะพานคอนกรีตเป็นหลังคาอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สภาพที่พักคับแคบมีหลังคาเป็นสะพานคอนกรีต)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีการเปิดสถานบันเทิงในยามราตรีที่เรียกกันว่า &amp;nbsp;&amp;lsquo;อาร์ซีเอ&amp;rsquo; (ประมาณปี 2538)&amp;nbsp; ซึ่งเชื่อมระหว่างถนนเพชรบุรีตัดใหม่กับถนนพระราม 9&amp;nbsp; ไม่ไกลกับใต้สะพานที่อาศัยอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงมีพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งคนพิการเข้ามาค้าขายสิ่งของต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทียนหอม&amp;nbsp; พวงกุ&amp;shy;แจ&amp;nbsp; ดอกไม้&amp;nbsp; ตุ๊กตา&amp;nbsp; และอาหารหลากหลายชนิด&amp;nbsp; บางคนก็เข้ามาทำงานรับจ้างในสถานบริการ&amp;nbsp; ต่อมาคนที่ค้าขายเหล่านี้&amp;nbsp; รวมทั้งคนพิการก็เข้ามาปลูกสร้างห้องพักใต้สะพาน&amp;nbsp; จนชุมชนขยายออกไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีคนอยู่อาศัยทั้งหมด&amp;nbsp; 65 ครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสภาพของบ้านหรือห้องพักที่สร้างขึ้นก็จะอยู่กับขนาดของครอบครัว&amp;nbsp; ให&amp;shy;่บ้าง&amp;nbsp; เล็กบ้าง&amp;nbsp; บางห้องอยู่กันหลายคนเป็นครอบครัว&amp;nbsp; บ้างก็อยู่คนเดียว&amp;nbsp; แบ่งกั้นเป็นห้องๆ&amp;nbsp; ไม่ต้องเสียค่าเช่า&amp;nbsp; ส่วนให&amp;shy;่จะไม่มีหน้าต่าง&amp;nbsp; มีเพียงประตูเข้า-ออก&amp;nbsp; ภายในห้องมีเพียงหลอดไฟให้ความสว่าง&amp;nbsp; และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่าง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทีวี&amp;nbsp; พัดลม&amp;nbsp; กาต้มน้ำ หม้อหุงข้าว &amp;nbsp;กระทะไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าที่พ่วงมาจากข้างนอก ห้องน้ำใช้ร่วมกันมี 10 ห้อง&amp;nbsp; และช่วยกันจ่ายค่าน้ำ&amp;nbsp; ค่าไฟฟ้า&amp;nbsp; ประมาณห้องละ 300-400 บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้พวกเขามาอยู่รวมกันที่นี่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; อยู่ใกล้แหล่งทำมาหากิน&amp;nbsp; และเป็นชุมชนที่มีคนพิการทางการพูดและการได้ยินอาศัยอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; สื่อสารกันรู้เรื่อง เหมือนกับเป็นคนครอบครัวเดียวกัน เมื่อมีอะไรก็จะช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; แบ่งปันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตุ๊กตา&amp;nbsp; นางฟ้าใต้สะพานบอก&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;เสียงสะท้อน....จากคนไร้เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขจรจิตร&amp;nbsp; สุขศรี &amp;nbsp;เล่าให้ฟังผ่านน้องตุ๊กตา&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เขาอยู่ที่นี่มา 10 กว่าปีแล้ว&amp;nbsp; เดิมอยู่แถบมีนบุรี&amp;nbsp; มีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาดในย่านอาร์ซีเอ&amp;nbsp; มาอยู่ที่นี่เพราะใกล้ที่ทำงาน&amp;nbsp; ก่อนหน้านั้นเขาขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปผ่านมาที่ชุมชนแห่งนี้&amp;nbsp; สังเกตเห็นว่าเป็นคนพิการเหมือนกันจึงเข้าไปสอบถาม&amp;nbsp; พร้อมกับขอเข้ามาอยู่อาศัย&amp;nbsp; หลังจากนั้นไม่นานก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่&amp;nbsp; โดยปลูกห้องพักอยู่ใต้สะพานทำขึ้นเองอย่างง่ายๆ&amp;nbsp; ใช้วัสดุที่พอจะหาได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้อัด&amp;nbsp; แผ่นพลาสติก&amp;nbsp; เมื่อมาอยู่ในหมู่คนพิการเหมือนกัน&amp;nbsp; ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย&amp;nbsp; มีเพื่อนพูดคุย (ภาษามือ) ทำให้ไม่เหงา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมอยู่ที่นี่ไม่ได้เสียค่าเช่า&amp;nbsp; แต่ช่วยออกค่าน้ำ&amp;nbsp; ค่าไฟ&amp;nbsp; ตกเดือนละ 400&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เวลามีอะไรคนในชุมชนก็ช่วยเหลือกันรู้สึกประทับใจมาก&amp;nbsp; ส่วนสิ่งที่อยากจะได้มากที่สุดตอนนี้ก็คือ &amp;lsquo;บ้าน&amp;rsquo; &amp;nbsp;หลังเล็กๆ สักหลัง&amp;nbsp; เป็นของตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่ไปจนตายโดยที่ไม่มีใครมาขับไล่&amp;nbsp; เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคั&amp;shy;ญที่สุดในชีวิต&amp;rdquo;&amp;nbsp; ขจรจิตบอกถึงความหวัง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;เจียงคำ ทีวาโตคะ&amp;nbsp; บอกเล่าเรื่องราวผ่านล่ามภาษามือว่า&amp;nbsp; เธออาศัยอยู่คนเดียวที่ชุมชนใต้สะพานแห่งนี้&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2554 เพราะอยู่ใกล้ที่ทำงาน ทำอาชีพแม่บ้านในโรงแรมย่านอาร์ซีเอ&amp;nbsp; อยู่ที่นี่ก็สบายดี &amp;nbsp;ผู้คนช่วยเหลือพึ่งพากัน ดูแลกันยามเจ็บไข้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่ตอนนี้มีความเดือดร้อนเรื่องรายได้&amp;nbsp; เพราะโรงแรมปิด&amp;nbsp; ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน&amp;nbsp; ส่วนความต้องการก็อยากจะได้บ้านหรือที่อยู่อาศัยใหม่ที่ดีกว่านี้&amp;nbsp; และมีความมั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวใครมาไล่&amp;nbsp; เพราะอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่&amp;rdquo;&amp;nbsp; เจียงคำบอก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;รมว.พม.เยี่ยมชุมชนคนใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการเล่าเรื่องราวชาวชุมชนคนพิการใต้สะพานแห่งนี้ผ่านเฟสบุ๊คของ &amp;lsquo;หยืด ฅนเพื่อชีวิต&amp;rsquo; ทำให้นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม.ได้ลงไปเยี่ยมเยียนและมอบข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; รวมทั้งสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะหน้าให้แก่ชาวชุมชนแห่งนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม. เยี่ยมชาวชุมชนเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุติ ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม. กล่าวว่า&amp;nbsp; วันนี้เราได้เห็นความยากลำบากของชุมชน&amp;nbsp; เพราะสร้างบ้านอยู่ใต้สะพาน&amp;nbsp; ตนจึงได้เสนอที่พักอาศัยของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ออกเป็น 2 ทางเลือก&amp;nbsp; คือ 1. ห้องเช่าเดือนละ 999 บาท&amp;nbsp; โดย 3 เดือนแรกจะไม่คิดค่าเช่า และให้เช่าอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระยะยาว&amp;nbsp; และ 2.การพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยเฉพาะการสร้างในที่ดินของรัฐบาล&amp;nbsp; เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; โดยขอให้ชุมชนร่วมกันตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ใหม่&amp;nbsp; ด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน&amp;nbsp; รวมทั้งจะดูแลเรื่องการมีงานทำและมีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บริเวณลานด้านหน้าชุมชนคนไร้เสียงใต้สะพาน)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กระทรวง พม. จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลในเรื่องของเด็กที่ขาดแคลน&amp;nbsp; รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;BasicParagraph&quot;&gt;นี่คือความช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ชาวชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; รวมทั้งข้อเสนอการแก้ไขปั&amp;shy;ญหาด้านที่อยู่อาศัยจากรัฐมนตรีกระทรวง พม.&amp;nbsp; ซึ่งตรงกับความต้องการของชาวชุมชนที่สะท้อนออกมาว่าอยากจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; มีความมั่นคง&amp;nbsp; และมีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม...วันนี้เสียงของชุมชนคนไร้เสียง...ดังขึ้นมาแล้ว...!!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66646</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ ไกรฤกษ์, ธิปไตย  ฉายบุ­ญครอง, นุชจรี  พันธ์โสม, บุษบา โพธิ์นิ่มแดง, ปฏิภาณ  จุมผา, ผุสดี  ปั้นเลิศ, ยุพิน  เถาเปี้ยปลูก, วิเชียร  สัตตธารา, สมสุข  บัญญะบัญชา, สุวัฒน์  ดาวเรือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec7b897b805e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
